
“สมาคมกุ้งไทย” วอนรัฐเร่งคุยมาเลย์ หลังส่งออกสะดุดวันละ 100 ตัน ราคาทรุด 40-50 บ.
นายกสมาคมกุ้งไทย เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับมาเลเซีย หลังมาตรการห้ามนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์กระทบผู้เลี้ยงกุ้งและชาวประมงอย่างหนัก ชี้กุ้งที่เคยส่งออกผ่านการค้ารายย่อยสะดุดราววันละ 100 ตัน จนราคาหน้าฟาร์มลดลงแล้ว 40-50 บาทต่อกิโลกรัม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลมาเลเซียประกาศควบคุมการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์ ได้แก่ กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย กุ้งลายเสือ และกุ้งน้ำเงิน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้ผู้เลี้ยงกุ้งและชาวประมงไทยไม่สามารถส่งออกกุ้งไปยังตลาดมาเลเซียได้ตามปกติ
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ว่า ช่วงนี้เป็นฤดูกาลสำคัญของการเลี้ยงกุ้ง แต่กุ้งจากการเพาะเลี้ยงและจากชาวประมงจำนวนมากไม่สามารถส่งเข้ามาเลเซียได้ โดยเฉพาะการค้าผ่านพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่เคยมีปริมาณรวมราว 100 ตันต่อวัน เมื่อกุ้งส่งออกไม่ออก สินค้าจึงไหลกลับมาสะสมในระบบการค้าและเข้าสู่ตลาดมหาชัย กระทบราคากุ้งขนาดใหญ่จากหลายจังหวัด เช่น สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี ทำให้ราคาปรับลดลงแล้วอย่างน้อย 40-50 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ ยังไม่มีคำสั่งซื้อใหม่จากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ทำให้ผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่เผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีกทาง
“วันนี้ถ้าเรารออีก 10 วัน คงสิ้นชีพกันหมด เพราะกุ้งเก็บไม่ได้ ทุกวันมีค่าใช้จ่าย” นายเอกพจน์ กล่าว
นายเอกพจน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งเปิดการเจรจากับมาเลเซียโดยเร็ว พร้อมแสดงความหวังว่าระดับนโยบายจะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะแนวทางเปิดด่านชั่วคราวควบคู่กับการหารือประเด็นค้างคาเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและสารตกค้าง
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาเกิดขึ้นจริง ขณะที่การนัดหารือระหว่างกรมประมงของไทยและมาเลเซียเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ก็ถูกเลื่อนออกไป ทำให้ผู้ประกอบการกังวลว่าการแก้ปัญหาอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ นอกจากนี้ การนัดหมายเจรจาระหว่างกรมประมงของทั้งสองประเทศในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ก็ถูกเลื่อนออกไป
นายเอกพจน์ กล่าวย้ำว่า ความเดือดร้อนของผู้เลี้ยงกุ้งและชาวประมงไม่สามารถรอได้ เพราะอย่างช้าภายในสิ้นเดือนนี้กุ้งก็จะหมด และการแก้ไขปัญหาหลังจากนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์
เมื่อถูกถามถึง 13 มาตรการช่วยเหลือของกระทรวงพาณิชย์ นายเอกพจน์ระบุว่า มาตรการต่าง ๆ ยังอยู่ในช่วงสอบถามข้อมูล และอาจประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะข้อมูลทางการระบุว่ามีกุ้งส่งออกไปมาเลเซียเฉลี่ยเพียงราว 400 ตันต่อเดือน ขณะที่การค้าจริงของพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยมีมากกว่านั้นมาก และหลายส่วนไม่ได้อยู่ในระบบสำแดงข้อมูล
นายเอกพจน์ระบุว่า ข้อมูลจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และสตูล สะท้อนว่าปริมาณกุ้งที่ส่งไปมาเลเซียจริงอาจสูงถึง 100 ตันต่อวัน หรือราว 3,000 ตันต่อเดือน ซึ่งแตกต่างจากตัวเลขทางการที่ใช้ประกอบการจัดทำมาตรการเยียวยา จึงกังวลว่าการช่วยเหลืออาจไม่ครอบคลุมและไม่ทันการณ์
นายเอกพจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกันเตรียมเข้าพบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ยกระดับการหารือเป็นระดับกระทรวงต่อกระทรวง พร้อมย้ำว่าปัญหานี้ไม่อาจปล่อยให้ล่าช้าได้ เพราะเกษตรกรกำลังเผชิญภาวะกุ้งคาบ่อ ต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกวัน และราคามีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในเวลา 13.00 น. ตนได้นัดหมายเข้าพบ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ยกระดับการเจรจาระดับกระทรวงต่อกระทรวงของสองประเทศ และเห็นข่าวว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไปมาเลเซียด้วยตนเอง ย้ำเรื่องนี้ช้าไม่ได้ ไม่มีอะไรสำคัญกว่าความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ขายกุ้งไม่ได้ กุ้งคาบ่อ ค่าใช้จ่ายมีทุกวัน และราคากุ้งยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่องทุกวัน
ขณะที่ นายวัชระพล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ก่อนหารือกับนายกสมาคมกุ้งไทย ว่า กุ้งที่ส่งออกไปมาเลเซียในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2569 ที่กรมประมงเก็บข้อมูล มีจำนวน 1,895 ตัน หรือเฉลี่ยเดือนละกว่า 400 ตัน ซึ่งเป็นตัวเลขของกองตรวจเรือประมงที่ตรวจสินค้าสัตว์น้ำและปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ยังไม่รวมรายย่อยที่นำไปจำหน่ายโดยไม่ได้สำแดงข้อมูล
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
“นายก” สั่ง “พาณิชย์–เกษตร” เร่งเจรจามาเลเซีย ปมระงับนำเข้ากุ้งไทย

