
BOI ไฟเขียว “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7.4 พันล้าน ดันไทยฐานผลิต MHEV Mazda
บอร์ดบีโอไอ อนุมัติให้ ออโต้อัลลายแอนซ์ ลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์ Mazda รุ่น MHEV ตอกย้ำไทยฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของภูมิภาคและตลาดโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (1 ก.ค.69) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น (Mazda) เพื่อขยายการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง รองรับการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV)
โดยมาสด้าเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV และมีกำหนดเดินสายการผลิตในปี 2570 เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศอาเซียน สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกและการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต
ปัจจุบัน กลุ่มมาสด้ามีบริษัทในประเทศไทย 4 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์ เกียร์อัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงการทำตลาดระดับภูมิภาค โดยมีออโต้อัลลายแอนซ์ฯ ร่วมกับฟอร์ด เป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค และบริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อรองรับการผลิตเครื่องยนต์และเกียร์เทคโนโลยี SKYACTIV
โครงการลงทุนครั้งนี้จะมีการปรับปรุงสายการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในกระบวนการสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโครงรถ การประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ รองรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับยูโร 6 ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน โดยเตรียมผลิตรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น B-SUV เทคโนโลยี MHEV ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตพิเศษร้อยละ 10 (กรณีปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 g/km) และร้อยละ 12 (กรณีปล่อย CO2 ตั้งแต่ 101–120 g/km) โดยเป็นอัตราคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569–2575)
พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้มีการลงทุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ ได้แก่ แบตเตอรี่ตั้งแต่ปี 2569 และ Traction Motor ตั้งแต่ปี 2571 รวมถึงต้องติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ
นายนฤตม์ กล่าวว่า การที่มาสด้าเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV ครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกต่อศักยภาพของไทย และเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ตอกย้ำว่าประเทศไทยเดินมาถูกทาง โดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) และบีโอไอ มีเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต จากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกเซกเมนต์ ทั้ง BEV, PHEV, HEV และ MHEV เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของภูมิภาค

