
“สันติธาร” ชูยุทธศาสตร์รถไฟ 2 ขบวน เร่งรับทุนเทค–อัปเกรดอุตฯ ดั้งเดิม
“สันติธาร” ชูยุทธศาสตร์รถไฟ 2 ขบวน ดึงทุน AI–ดาต้าเซ็นเตอร์ ควบคู่อัปเกรดท่องเที่ยว–ค้าปลีก–เกษตร เร่งผลักดันยอดขอส่งเสริมสู่การลงทุนจริง สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน The Standard Economic Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “การลงทุนระดับโลกเพื่อสร้างมูลค่าให้คนไทยได้ประโยชน์จริง” ว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน (BOI) จากต่างประเทศ (FDI) มีมูลค่ากว่า 1.37 ล้านล้านบาท เติบโต 80% ซึ่งโจทย์สำคัญของรัฐบาลต้องเปลี่ยนเม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้ให้ตกสู่คนไทย และระบบเศรษฐกิจในประเทศให้ได้มากที่สุด
ทั้งนี้ การที่ต่างชาติเลือกเข้ามาลงทุนในไทยนั้น ถือเป็นแรงส่ง ทั้งปัจจัยภายนอกจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์โลกที่ทำให้บริษัทข้ามชาติต้องเน้นการกระจายความเสี่ยง และปัจจัยภายในจากการเป็นจุดยุทธศาสตร์และการเชื่อมโยง รวมถึงการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และฐานการผลิตดั้งเดิม ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่แข็งแกร่ง
ขณะที่หน้าที่สำคัญของภาครัฐจะต้องลดความไม่ชัดเจนเชิงนโยบายในอดีต และเร่งเปลี่ยนยอดการสมัครขอใช้สิทธิประโยชน์จาก BOI ให้กลายเป็นเงินลงทุนจริงที่หมุนเวียนในประเทศ พร้อมจัดทำระบบช่องทางด่วน (Fast Track) เพื่อลดขั้นตอนกฎระเบียบ และอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนในทุกขั้นตอน
สำหรับในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะมีเกณฑ์ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) รูปแบบใหม่ โดยจะเลิกวัดความสำเร็จเพียงแค่ตัวเลขเม็ดเงิน แต่เปลี่ยนมาวัดที่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) แก่เศรษฐกิจไทย ผ่านการสร้างงานที่มีคุณภาพ (Good Jobs), การยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supplier) เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และการจับมือกับมหาวิทยาลัยพัฒนาทักษะแห่งอนาคต
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องการสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุนของประเทศ ด้วยแนวคิดอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นยุทธศาสตร์รถไฟ 2 ขบวน (Two-Train Strategy) แบ่งเป็น ขบวนที่ 1 คือ รถไฟความเร็วสูง (High-Speed Train) ของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งต้องเปิดประตูให้กว้างขึ้นผ่านการเจรจา และให้สิทธิประโยชน์แบบเฉพาะตัว
ส่วน ขบวนที่ 2 คือ รถไฟความเร็วธรรมดา (Standard-Speed Train) ของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ภาคการท่องเที่ยว การค้าปลีก (Retail) และเกษตรกรรม จะต้องอัปเกรดเครื่องยนต์ใหม่ เนื่องจากแรงขับเคลื่อนค่อนข้างฝืดแล้ว ด้วยการต่อยอดไปสู่กลุ่มที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ และการพัฒนาเครื่องมือแพทย์
“หากประเทศไทยเคลื่อนไหวช้าเกินไป รถไฟความเร็วสูงจะไม่รอ และโอกาสจากเศรษฐกิจโลกจะผ่านไปอยู่ที่อื่น และหากไม่ขยายประตูให้กว้าง ที่สำคัญการเติบโตจะเป็นรูปแบบการฟื้นตัวแบบตัวเค (K-Shaped) ที่มีเพียงคนกลุ่มน้อยได้รับประโยชน์” นายสันติธาร กล่าว
ด้านการขับเคลื่อนนโยบายให้สำเร็จนั้น ภาครัฐและเอกชนจะต้องยึดปัจจัยความสำเร็จ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1. ความชัดเจน (Clarity) ไทยต้องมีเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ชัดเจนไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามกระแส 2. การประสานงาน (Coordination) ถือเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงจุดต่าง ๆ ทั้งระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง ระหว่างรัฐกับเอกชน และระหว่างเอกชนกับเอกชนให้มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน และ 3. ความต่อเนื่อง (Continuity) ในการลงมือทำอย่างจริงจัง เนื่องจากกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มต้องใช้เวลา และต้องดำเนินการอย่างไม่ย่อท้อแม้ช่วงแรกอาจยังไม่เห็นผลลัพธ์ทันที
ดังนั้น เชื่อว่าการผลักดันยุทธศาสตร์ทั้งระบบอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เม็ดเงินจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศตกสู่ระบบเศรษฐกิจไทย และสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่คนไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว
“ถ้าไทยช้าไปในบางด้านแล้วรถไฟความเร็วสูงมันไม่รอจริง ๆ ในวันข้างหน้าเราจะกลับถามว่าทำไมรถไฟความเร็วสูงมันไม่มาที่ประเทศไทยเลย มันเลยไปเลย และเราตกค้างอยู่ที่ชานชลากันหมด” นายสันติธาร กล่าว

