ธปท. เกาะติดศึกสหรัฐ-อิหร่าน หวั่นยืดเยื้อเสี่ยงทุบ GDP-ดันเงินเฟ้อไทย

ธปท. เกาะติดสถานการณ์ “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ชี้กระทบช่องแคบฮอร์มุซเป็นปัจจัยระยะสั้น เตือนหากยืดเยื้ออาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงทุบ GDP ไทยและดันเงินเฟ้อพุ่ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ก.ค.69) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ซึ่งส่งผลต่อการขนส่งสินค้าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ธปท. ประเมินว่าเป็นปัจจัยระยะสั้นที่ยังมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งสามารถกลับเข้าสู่ภาวะสงบได้ในระยะเวลาอันสั้น ธปท. ประเมินว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือยืดเยื้อเป็นเวลานาน อาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทย

ส่วนกรณีการเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในอัตรา 20% ว่าจะส่งผลกระทบต่อประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ ธปท. คาดการณ์ไว้ที่ 2.3% หรือไม่นั้น นายวิทัย กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบที่ชัดเจน เนื่องจากความขัดแย้งรอบใหม่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน

“อาจจะยังเร็วไปที่จะประเมิน เพราะเพิ่งเกิดเหตุการณ์ 2-3 วัน และมีการประกาศเรื่องค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ต้องติดตามสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อนว่าจะส่งผลอย่างไร แต่ ธปท. ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด และไม่ได้มีความกังวลมาก” นายวิทัย กล่าว

สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาท นายวิทัย กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 5-6% ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค โดยมีทั้งประเทศที่อ่อนค่ามากกว่าและน้อยกว่าไทย ส่งผลให้เงินบาทยังอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินบาทประมาณ 5-6% ไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่นในภูมิภาค และสามารถช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกของไทยได้ โดย ธปท. จะติดตามสถานการณ์ค่าเงินอย่างต่อเนื่อง

Back to top button