
“ตลท.-FETCO” ดัน TISA ดึงเงินออมลงทุนหุ้น-ตราสารหนี้ เล็งลดหย่อนภาษี 6 แสนต่อปี
“ตลท.-FETCO” ดันโครงการ TISA โมเดล NISA ญี่ปุ่น จูงใจคนไทยออมระยะยาว เล็งให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 6 แสนต่อปี ชูจุดเด่นซื้อหุ้นตรงและปรับพอร์ตได้ยืดหยุ่น โบรกฯ ชี้ Big Cap ปันผลสูงรับอานิสงส์เต็ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ก.ค.69) นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า โครงการบัญชีออมเพื่อการลงทุน (Thailand Individual Savings Account: TISA) มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวของคนไทย โดยออกแบบให้ผู้ลงทุนสามารถสับเปลี่ยนสินทรัพย์ภายในบัญชีได้อย่างยืดหยุ่น ไม่จำเป็นต้องถือสินทรัพย์เดิมตลอดอายุการลงทุน
ทั้งนี้ เชื่อว่า TISA จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนไทยในระดับหนึ่ง แต่ผลลัพธ์จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความน่าสนใจของตลาดทุนในระยะข้างหน้า ขณะที่มาตรการด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการผลักดันของภาครัฐ
ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการ TISA ยังอยู่ระหว่างหารือกับภาครัฐ ทั้งเรื่องวงเงินลงทุน ระยะเวลาการถือครอง และสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงการเตรียมระบบรองรับการลงทุนในหุ้นรายตัว ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างจากกองทุนรวม
เบื้องต้น แนวคิดของ TISA คือการเปิดบัญชีเฉพาะสำหรับการลงทุน โดยสามารถซื้อขายหรือสับเปลี่ยนหุ้นภายในบัญชีได้ ขณะที่สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะอ้างอิงจากวงเงินที่นำเงินเข้าลงทุน ไม่ใช่มูลค่าพอร์ตที่เปลี่ยนแปลงภายหลัง อีกทั้งยังมีแนวคิดให้สามารถนำเงินปันผลออกมาใช้ได้โดยไม่กระทบสิทธิประโยชน์ทางภาษี
นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาแบ่งบัญชี TISA ออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ บัญชีเพื่อการลงทุนที่ถือครองประมาณ 5 ปี และบัญชีเพื่อการออมเพื่อเกษียณที่ถือครองจนถึงอายุ 55 ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนลงทุนและออมในระยะยาว
นายไพบูลย์ มองว่า หาก TISA เกิดขึ้นจริง หุ้นที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) โดยเฉพาะหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เนื่องจากเหมาะกับการถือครองระยะยาวมากกว่าหุ้นขนาดเล็กที่เน้นการเก็งกำไร
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) อ้างอิงรายงานของ Bloomberg ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างศึกษาโครงการ TISA โดยใช้โครงการ Nippon Individual Savings Account (NISA) ของญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ เพื่อจูงใจให้ประชาชนนำเงินออมจากบัญชีเงินฝากเข้าสู่การลงทุนระยะยาว พร้อมให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
เบื้องต้น โครงการดังกล่าวมีแนวคิดเปิดโอกาสให้ลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม และผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เข้าเกณฑ์ พร้อมพิจารณากำหนดวงเงินลงทุนสูงสุด 600,000 บาทต่อปี และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว
โดยรัฐบาลคาดหวังว่า TISA จะช่วยเพิ่มเงินออมเพื่อวัยเกษียณ ลดช่องว่างรายได้หลังเกษียณ สนับสนุนการวางแผนการเงินของประชาชน และรองรับสังคมผู้สูงอายุ พร้อมทั้งดึงเงินออมจากเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 2% หรือต่ำกว่า เข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ เพื่อเพิ่มแหล่งเงินทุนให้ภาคธุรกิจ ซึ่งหากโครงการเดินหน้าจริง จะถือเป็นครั้งแรกที่การลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้โดยตรงมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และมีแนวโน้มเข้ามาทดแทนกองทุนลดหย่อนภาษีบางประเภทในอนาคต
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) มองว่า TISA จะเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูง ซึ่งเหมาะกับการลงทุนระยะยาว โดยหุ้นปันผลระหว่างกาลที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนมากกว่า 2% ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP, บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC, บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI, บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) หรือ TQM และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU
ขณะที่หลักทรัพย์ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลระยะยาวมากกว่า 5% ต่อปี ได้แก่ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช โฮเทล หรือ LHSC, กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) หรือ FTREIT และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT

