“สันติธาร” เตือนสงครามยืดเยื้อ วิกฤต 3 ระลอกวนลูป งัด พ.ร.ก. 4 แสนล้านรับมือ
“สันติธาร” ชี้ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์เสี่ยงยืดเยื้อ ดันราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อกลับมาปะทุ กระทบกำลังซื้อ ย้ำรัฐมี พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านเป็นกันชนรับมือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ก.ค.69) ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ (สงครามตะวันออกกลาง) และทิศทางราคาน้ำมันโลกยังมีความผันผวนสูง สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงอย่างแท้จริง และเป็นการตอกย้ำสถานะของโลกที่อยู่บนความไม่มั่นคง และความไม่แน่นอนกำลังกลายเป็นเรื่องปกติ
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังประเมินว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อาจไม่ได้ยุติลงในเร็ววันแบบที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ แม้สถานการณ์เหมือนดูคลี่คลาย แต่ถึงจุดหนึ่งอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ และอาจจะรุนแรงกว่าเดิม ดังนั้นประเทศไทยต้องต้องเตรียมรับมือควาวมเสี่ยงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้นไปได้อีก
ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันยังไม่ได้มีการปรับตัวขึ้นไปสูงมากนัก (แม้ปรับตัวขึ้นมาบ้างแล้ว) เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่คอยผยุงไว้ อาทิ ความพยายามในการขนถ่ายน้ำมันผ่านระบบท่อส่งของซาอุดิอาระเบียและการมีปริมาณน้ำมันสำรอง (Stock) อยู่ในระดับที่ดี สามารถนำออกมาใช้ได้ก่อน
ปัจจุบันปริมาณลดลงเหลือค่อนข้างน้อยแล้ว และเมื่อเกิดความตึงเครียดในทะเลแดง (Red Sea) ส่งผลให้ช่องทางการขนส่งถูกปิดกั้นไปอีกหนึ่งทาง ทำให้ราคาน้ำมันทรงตังในระดับสูง และเป็นภาวะที่ต้องเผชิญไปอีกสักระยะ
ขณะเดียวกันประเมินว่าวิกฤตเศรษฐกิจ 3 ระลอก ได้แก่ ราคาน้ำมัน, ปัญหาเงินเฟ้อ และกำลังซื้อหดตัวลง ไม่ได้เป็นไปตามคาดการณ์ เนื่องจากก่อนหน้านี้มองว่าวิกฤตราคาน้ำมันได้ผ่านพ้นไปแล้ว และเงินเฟ้อกำลังเริ่มทรงตัวผ่านจุดสูงสุด แต่ด้วยปัจจัยแทรกซ้อนใหม่ทำให้ต้นทุนพลังงานดีดตัวสูงขึ้น ทำให้กลับไปเผชิญวิกฤตระลอกแรกซ้ำ และเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้อและภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องพร้อมรับมือ
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว โดยเฉพาะกลไกจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท อาทิ โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ที่ปัจจุบันยังคงดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง และเปรียบเสมือนกันชนที่ช่วยบรรเทาผลกระทบให้แก่ประชาชน และครัวเรือนได้ในระดับหนึ่ง
ส่วนการให้ความช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้น รัฐบาลจะยังคงขับเคลื่อนผ่านแผนงานที่มีอยู่แล้ว (Pipeline) โดยยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการใหม่ในระยะนี้ เนื่องจากมาตรการเดิมยังคงมีผลบังคับใช้ และสามารถดูแลประชาชนได้ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนสูงจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องมีมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมหรือไม่
ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังย้ำว่า การเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) มีความสำคัญ และจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าปัญหาด้านพลังงานจะยังคงอยู่กับประเทศไทยไปอีกยาวนาน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะช่วยเรื่องด้านความมั่นคงทางพลังงาน และช่วยลดภาระให้แก่ทั้งภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจควบคู่กันไปด้วย
ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) ได้มากขึ้น และมีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานมากขึ้นจะช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และผลลัพธ์จะสะท้อนกลับมาสู่เศรษฐกิจโดยรวมให้ปรับตัวดีขึ้นในอนาคต ส่วนในแง่ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ประเทศไทยต้องต่อยอดเข้าสู่ด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

