EU ออกคู่มือกฎห้ามสินค้าแรงงานบังคับ พาณิชย์แนะไทยเร่งทำ Traceability รับมาตรการปี 70

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ แนะผู้ประกอบการไทยเตรียมรับกฎ EU ห้ามสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ หลังเผยแพร่คู่มือแนวทางปฏิบัติ ก่อนบังคับใช้เต็มรูปแบบ 14 ธ.ค. 70 พร้อมเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ก.ค.69) กรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สหภาพยุโรป (European Union: EU) เผยแพร่คู่มือ (Guidelines) เกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการห้ามวางจำหน่ายหรือส่งออกสินค้าจากแรงงานบังคับ (EU Forced Labour Regulation: FLR) เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการ ก่อนที่ข้อกำหนดดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 14 ธันวาคม 2570

โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เผยแพร่คู่มือเพื่อสนับสนุนการบังคับใช้ข้อกำหนดว่าด้วยการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labour Regulation: FLR) ซึ่งห้ามวางจำหน่ายสินค้าและส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ รวมถึงแรงงานเด็กที่ถูกบังคับ

ทั้งนี้ EU ได้นิยามสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับตามแนวทางขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) หมายถึง สินค้าที่ใช้แรงงานบังคับทั้งหมดหรือบางส่วน ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนการสกัด การเก็บเกี่ยว การผลิต หรือกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับคู่มือดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย (Public Consultation) อาทิ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรไม่แสวงผลกำไร (NGOs) และภาคีแรงงาน เพื่อให้มีความครอบคลุม สอดคล้องกับการปฏิบัติจริง และสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาระสำคัญของคู่มือครอบคลุมขอบเขตหน้าที่ ขั้นตอนดำเนินงาน และความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ กำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการตรวจสอบ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย อาทิ หน่วยงานด้านศุลกากร (Customs) ในการกำกับดูแลการนำเข้า-ส่งออกสินค้า และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืน โดยกำหนดให้มีสัดส่วนค่าปรับที่เหมาะสมกับความผิด ผู้ประกอบการ ต้องมีกระบวนการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าปลอดจากแรงงานบังคับ และสามารถตรวจสอบข้อมูลในห่วงโซ่อุปทานได้ ภาคประชาสังคม สามารถแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ รวมถึงผู้เสียหายสามารถร้องเรียนโดยตรงไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิก EU ได้

กรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า คู่มือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎระเบียบ ส่งเสริมความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับมาตรฐานทางจริยธรรมของการค้าโลก รวมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ข้อ 8.7 ขององค์การสหประชาชาติ ที่มุ่งยุติการใช้แรงงานบังคับ การค้ามนุษย์ และแรงงานเด็กในระยะยาว

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงคู่มือ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อนที่ FLR จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 14 ธันวาคม 2570

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 1.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น มูลค่าการส่งออกจากไทยไปยัง EU ประมาณ 1 ล้านล้านบาท และมูลค่าการนำเข้าจาก EU มายังไทยประมาณ 7 แสนล้านบาท โดยไทยได้ดุลการค้าประมาณ 3 แสนล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ EU ในฐานะคู่ค้าสำคัญของไทย โดยการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยแรงงานบังคับอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกไปยัง EU สูง

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยัง EU จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการจัดเตรียมข้อมูลให้กับผู้นำเข้าฝั่ง EU รวมถึงพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อยืนยันว่ากระบวนการผลิตสินค้าไม่มีการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของ EU ได้จากเว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการยุโรป หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารสินค้าข้อตกลงและมาตรการการค้า กรมการค้าต่างประเทศ โทร. 02 547 4735 และสายด่วน 1385

Back to top button