คลังย้ำ! ไม่รื้อเกณฑ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เร่งคัดกรองรายบุคคล-อัปสกิลวัยทำงาน

สศค. ย้ำไม่รื้อเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ เร่งทบทวนสิทธิให้เสร็จตามกรอบ ก่อนเริ่มใช้สิทธิพร้อมกัน 1 ต.ค. เดินหน้าคัดกรองสวมสิทธิ-บัญชีม้า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมั่นใจว่ากระบวนการพิจารณาทบทวนสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะดำเนินการแล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยยืนยันว่าจะไม่มีการรื้อหรือทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่อีก

ทั้งนี้ การทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเปิดให้ดำเนินการถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ขณะที่การแก้ไขข้อมูลกับหน่วยตรวจสอบคุณสมบัติขยายเวลาออกไปถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 โดยผู้ได้รับสิทธิรายเดิม รายใหม่ และผู้ที่ผ่านการทบทวนสิทธิ สามารถเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

นายวินิจ กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลผู้รับสิทธิในระบบค่อนข้างนิ่งแล้ว แต่ยังพบว่ามีผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันสิทธิอีกกว่า 8 แสนคน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างเร่งลงพื้นที่ติดตาม เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมประชาชนที่ได้รับสิทธิ

สำหรับปัญหาที่กระทรวงการคลังตรวจพบ คือ การสวมสิทธิและบัญชีม้า โดยพบความผิดปกติจากกรณีบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนบริษัท แต่กลับมีชื่อเป็นกรรมการ หรือมีเงินโอนเข้าบัญชีผิดปกติ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการถูกหลอกให้นำเอกสารส่วนตัวไปใช้ โดยอ้างว่านำไปสมัครงาน จดทะเบียนโทรศัพท์มือถือ หรือทำวิจัยแลกค่าตอบแทน

นายวินิจ กล่าวว่า โจทย์สำคัญของกระทรวงการคลังคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของกลุ่มวัยทำงานและผู้มีรายได้น้อย โดยการลงทะเบียนรอบนี้พบผู้ได้รับสิทธิรายใหม่เพิ่มขึ้นเกือบ 3 ล้านคน และมีกลุ่มที่ได้รับสิทธิต่อเนื่องมา 5 ปีโดยยังไม่มีการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ดังนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มวัยทำงานจำนวน 5-6 ล้านคน ที่ระบุว่าตนเองไม่มีรายได้ ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภาคแรงงานของไทย ที่ประชาชนวัยทำงานว่างงาน ในขณะที่ประเทศยังต้องพึ่งพาการนำเข้าแรงงานข้ามชาติ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมปรับระบบการดูแล โดยแยกกลุ่มผู้ป่วยและคนพิการออกไปดูแลเฉพาะทาง ขณะที่กลุ่มวัยทำงานจะเข้าสู่กระบวนการพัฒนาทักษะและยอมรับเงื่อนไขด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน

นายวินิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับตัวเลขเส้นความยากจน (Poverty Line) ของประเทศไทยที่อยู่ระดับ 14% ซึ่งใกล้เคียงกับการประเมินของธนาคารโลกที่ 12% รัฐบาลมองว่าการใช้เพียง “ค่าเฉลี่ย” อาจเป็นกับดักที่ทำให้การช่วยเหลือไม่ตรงจุด หรือทำให้หลงคิดไปว่าโครงสร้างฐานรากของประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว

ดังนั้น การเจาะลึกข้อมูลเป็นรายบุคคลจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าไปขจัดความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างแท้จริง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

อัปเดต “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ทบทวนสิทธิแล้ว 4.1 ล้านราย เร่งยื่นก่อน 31 ส.ค.นี้

Back to top button