“เอกนิติ” ยันเกณฑ์ TISA เสร็จ ก.ย.นี้ ลุย Energy Transition Q4 ดันลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

รองนายกฯ “เอกนิติ” เผยเร่งจัดทำรายละเอียดบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล TISA คาดแล้วเสร็จ ก.ย.นี้ หวังส่งเสริมการออมระยะยาว–เพิ่มผู้ลงทุนตลาดทุน พร้อมหารือมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คาดทยอยออกไตรมาส 4


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ส.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังเร่งจัดทำกฎเกณฑ์และรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล TISA (Thailand Individual Savings Account) โดยกำหนดจัดทำให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569

นายเอกนิติ กล่าวว่า เป้าหมายหลักของ TISA คือ การส่งเสริมการออมในระยะยาว เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี มีสัดส่วนถึง 20% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้น มาตรการดังกล่าวมุ่งหวังให้ประชาชนมีเงินออมไว้รองรับวัยสูงอายุ เพื่อให้มีรายได้หลังเกษียณเพียงพอตลอดชีพ

ขณะเดียวกัน TISA ยังช่วยพัฒนาตลาดทุนไทย เนื่องจากปัญหาในอดีตของการให้แรงจูงใจทางภาษีผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุน เช่น LTF, RMF หรือ SSF ซึ่งบางส่วนลงทุนแล้วขาดทุนและทำให้ประชาชนมีรายได้ลดลง ดังนั้น TISA จะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกลงทุนได้ตามระดับความเสี่ยงของตนเอง

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังต้องการดึงดูดให้คนรุ่นใหม่เข้ามาออมเงินผ่านตลาดทุนมากขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย และทยอยออมอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ส่วนสิทธิประโยชน์ด้าน “ลดหย่อนภาษี” จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องความสมดุล เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังได้ โดยหากมีความคืบหน้าจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบต่อไป

เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เดินหน้า Energy Transition

นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันความท้าทายทางเศรษฐกิจโลกและวิกฤตพลังงานยังมีความผันผวนสูง จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นเป็นระลอก โดยกระทรวงการคลังได้วางแนวทางรับมือวิกฤตพลังงานและวิกฤตค่าครองชีพไว้ตามแผนงาน

ทั้งนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ที่ดำเนินการอยู่ ถือเป็นหนึ่งในกลไกช่วยบรรเทาภาระประชาชนจนถึงสิ้นไตรมาส 3 พร้อมอยู่ระหว่างเร่งหารือกับการไฟฟ้าเกี่ยวกับมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เนื่องจากก๊าซธรรมชาติยังเป็นต้นทุนหลักในการผลิตไฟฟ้าที่มีราคาสูง ซึ่งการดำเนินการในเรื่องนี้จะเกิดประโยชน์กับภาคประชาชนด้วย

สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รัฐบาลพยายามใช้การลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เนื่องจากการลงทุนจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น และส่งผลดีในระยะยาว สะท้อนจากการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 เติบโตได้ดี

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลต้องการเปลี่ยนวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางให้เป็นโอกาส ด้วยการดึงดูดนักลงทุนที่กำลังมองหาพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมปรับยุทธศาสตร์ BOI ใหม่ โดยมุ่งเน้นให้การลงทุนใหม่ช่วยดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และเตรียมกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง

จ่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อหลัง “ไทยช่วยไทย พลัส”

นายเอกนิติ กล่าวว่า หลังจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สิ้นสุดลง กระทรวงการคลังประเมินว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวออกมาต่อเนื่อง โดยปัจจุบันกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอยู่ระหว่างหารือ เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเมืองรองเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน ช่วงปลายปีนี้จะมีปัจจัยบวกจากการจัดงานระดับนานาชาติในประเทศไทย อาทิ การประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) การประชุมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนระดับโลก (G-STIC) และการประชุมสุดยอดด้านสุขภาพและเวลเนสโลก (GWS) ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย

นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 4 เม็ดเงินการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ในส่วนที่สอง วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาด จะเริ่มทยอยเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อเนื่อง

Back to top button