สนค. ชี้ไทยรับมือความเสี่ยงพลังงานได้ แม้ศึกสหรัฐ–อิหร่านยืดเยื้อ

สนค. ประเมินความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่าน อาจดันราคาพลังงานโลก แต่เชื่อกลไกดูแลพลังงาน-ค่าครองชีพไทยยังรองรับแรงกดดันได้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ส.ค.69) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านรอบใหม่ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากยืดเยื้ออาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลกและภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แต่ด้วยการกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพของภาครัฐ ทำให้อัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก และสามารถรองรับความผันผวนระยะต่อไปได้โดยไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพจนน่ากังวล

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศระหว่างเข้าร่วมประชุมองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ ลงนามร่วมกับอิหร่าน เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง และสร้างความกังวลต่อภาวะอุปทานพลังงานตึงตัว ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในหลายประเทศ

นายนันทพงษ์ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผลกระทบจากการปะทะในรอบแรกทำให้หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันและภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ระดับเงินเฟ้อจะแตกต่างกันตามโครงสร้างการพึ่งพาพลังงาน และนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงานของแต่ละประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่าร้อยละ 90 จากตะวันออกกลาง ประกอบกับค่าเงินเปโซอ่อนค่าต่อเนื่อง ประชาชนในฟิลิปปินส์จึงมีภาระค่าน้ำมันค่อนข้างสูง ขณะที่มาเลเซีย ประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ (Net Energy Exporter) นำรายได้จากการขายน้ำมันมาอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ส่งผลให้ราคาสินค้าเชื้อเพลิงในดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก

ส่วนประเทศไทย ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งรอบก่อนมีส่วนทำให้ต้นทุนฝั่งต้นน้ำของไทยสูงขึ้นชัดเจนในไตรมาสที่ 2 ของปี โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สูงขึ้นร้อยละ 8.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน (RFTI) ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกันที่ร้อยละ 11.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ด้วยนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงาน ที่มีส่วนช่วยให้ราคาพลังงานขายปลีกไม่ผันผวนรุนแรงจนกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสดังกล่าวสูงขึ้นร้อยละ 2.70 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และภาพรวมเงินเฟ้อของไทยช่วงครึ่งปีแรกสูงขึ้นไม่มากนักที่ร้อยละ 1.08 ค่าเฉลี่ยสะสมเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มพลังงานสูงขึ้นร้อยละ 4.92 ค่าเฉลี่ยสะสมเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

“ประเมินว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป แต่ประเทศไทยที่มีกลไกการกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีประสิทธิภาพ สะท้อนได้จากอัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ภายในกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 1–3 ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์ ดูแลการจำหน่ายสินค้าและบริการให้เป็นธรรม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเกินควร รวมถึงมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจ และบรรเทาค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพจนน่ากังวล” นายนันทพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในระยะต่อไป ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ ควรพิจารณาปรับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น รวมถึงศึกษาการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่การผลิต

ขณะที่ ประชาชนอาจพิจารณาเลือกบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า ควบคู่กับการวางแผนการเงินอย่างระมัดระวัง จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว //

Back to top button