“เอกนิติ” ลุยปรับภาษีรถยนต์ใหม่ ขึ้นภาษีนำเข้า-อุ้มฐานผลิตไทย

รองนายกฯ “เอกนิติ” เตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ขึ้นภาษีรถนำเข้า คงภาษีรถผลิตในประเทศ หวังรักษาฐานลงทุน-ห่วงโซ่อุปทานไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ส.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกระทรวงการคลังกำลังเร่งพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันการย้ายฐานการผลิตยานยนต์ไปยังต่างประเทศ เบื้องต้นมีแนวทางของมาตรการจะปรับขึ้นอัตราภาษีรถยนต์นำเข้า และคงภาษีรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ ทั้งกลุ่ม Hybrid, Plug-in Hybrid และ EV

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ ทำให้ไม่สามารถใช้ภาษีศุลกากร (Tariff) เป็นกำแพงกีดกันการนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศได้เหมือนกับประเทศที่ไม่มี FTA เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ดังนั้น ต้องปรับมาใช้เครื่องมือภาษีสรรพสามิตเข้ามาขับเคลื่อนแทน เพื่อจูงใจให้เกิดการผลิต การจ้างงาน และการสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภายในประเทศ

สำหรับในแง่ของขั้นตอนทางกฎหมาย สามารถดำเนินการผ่านการออกกฎกระทรวงได้ทันที ไม่ต้องแก้ไขในระดับพระราชบัญญัติ และได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมสรรพสามิต ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 เชื่อว่าการปรับขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้ายังช่วยป้องกันปัญหาการทุ่มตลาด (Dumping) ของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังเป็นผลพลอยได้ที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับมาตรการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรกที่ช่วยสร้างรายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้นราว 3,000 ล้านบาท และช่วยปกป้องผู้ประกอบการ SME ในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเม็ดเงินการลงทุนจริงของการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569 รวมประมาณ 250,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ภาพรวมช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีเม็ดเงินการลงทุนจริงรวมมากกว่า 500,000 ล้านบาท

นายเอกนิติ กล่าวว่า เม็ดเงินการลงทุนจริงของการส่งเสริมการลงทุนที่ขยายตัว สะท้อนถึงนโยบายหลัก คือ ผลักดันการลงทุนภาคเอกชนมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Investment Growth) ซึ่งสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจภายในประเทศระยะสั้นในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569 ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลบวกจากการลงทุนภาคเอกชนเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจ หลังมีการปลดล็อกผ่านโครงการ BOI Fast Pass หรือ Thailand Fast Pass

แม้ว่าในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน 2569 จะได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้น และยังไม่มีการสนับสนุนโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เชื่อว่าหากไม่มีสงคราม เศรษฐกิจไทยจะเติบโตแบบก้าวกระโดดได้

ทั้งนี้ เม็ดเงินการลงทุนจริงของการส่งเสริมการลงทุนในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569 ประมาณ 250,000 ล้านบาท เติบโตมาจากการลงทุนของกลุ่ม Smart Electronics และ AI เป็นหลัก เช่น การส่งข้อมูลด้วยแสง (Photonic), เซ็นเซอร์ และ Printed Circuit Board (PCB) ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมไปถึงการลงทุนของกลุ่มพลังงานสะอาด

ขณะที่ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของ AI ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่จะกลายเป็นฐานผลิตสำคัญ และสอดคล้องกับรายงานของ World Bank ที่ระบุว่าประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจจากกระแสของ AI

โดยจะช่วยให้เกิดการจ้างตำแหน่งงานสมัยใหม่ประมาณ 500,000-600,000 ตำแหน่งงาน ซึ่งเป็นงานที่มีรายได้สูงขึ้น (Quality Jobs) เพื่อยกระดับทักษะคนไทย

ส่วนในช่วงไตรมาส 3/2569 มองว่าเม็ดเงินการลงทุนจริงของการส่งเสริมการลงทุนยังคงมีทิศทางที่ดี เนื่องจากผู้ประกอบการที่ถือสิทธิ BOI จะต้องมีการลงทุนตามเงื่อนไข 20% ภายในปีแรกและหากสามารถรักษาระดับการลงทุนไว้ได้ตลอดทั้งปี น่าจะส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนเติบโตเป็นตัวเลขระดับ 2 หลัก (Double digit growth) ซึ่งเป็นการเติบโตที่ไม่เห็นมาหลายปีแล้ว

“การลงทุนภาคเอกชนเป็นตัวนำภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และเห็นผลเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโตถึง 9% สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส หรือเกือบ 10 ปี และไตรมาส 1/2569 มีการเติบโตมากกว่า 10% และตัวเลข BOI ที่คิดเป็นสัดส่วน 30% ของการลงทุนภาคเอกชน เติบโต 31% ส่วนไตรมาส 2/2569 จะมีตัวเลขจากทางสภาพัฒน์ในวันนี้” นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มองว่าการลงทุนของภาคเอกชนจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น และรัฐบาลต้องการเพิ่มศักยภาพในทุกด้าน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตในระยะยาว ผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กลับมาเติบโตไม่ต่ำกว่า 3%

Back to top button