
“เอกนิติ” ชี้ GDP Q2 โต 1.9% สะท้อนเศรษฐกิจตามคาด เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ New Economy
“เอกนิติ” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า GDP ไตรมาส 2/69 โต 1.9% สอดคล้องคาดการณ์ ชี้ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางดันเงินเฟ้อสูง ฉุดกำลังซื้อแผ่ว ยันจำเป็นออก พ.ร.ก.กู้เงิน ประคองค่าครองชีพ พร้อมลุยลงทุนพลังงานสะอาด 2 แสนล้าน ปูทางเศรษฐกิจไทยสู่ New Economy โลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ระหว่างเดินทางร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีไปเยือนประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้ และสะท้อนข้อเท็จจริงตามที่ตนและทีมเศรษฐกิจเคยประเมินไว้
นายเอกนิติ กล่าวว่า ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นระลอกในไตรมาส 2 จากวิกฤตน้ำมันสู่วิกฤตต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น โดยเงินเฟ้อในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากไตรมาสแรกที่ติดลบ 0.5% ขณะที่ค่าครองชีพที่สูงขึ้นส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% จาก 3.3% ในไตรมาสแรก
ทั้งนี้ หากไม่สามารถหยุดวงจรดังกล่าวได้ อาจนำไปสู่วิกฤตด้านปากท้องและการหดตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน ส่วนการดำเนินโครงการต่อในไตรมาสสุดท้ายของปี จะพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะสิ้นสุดในไตรมาส 3 และงบประมาณที่เหลืออยู่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ตัวเลขสำคัญอีกด้านในไตรมาส 2 คือการที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุล 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่ไตรมาสแรกเกินดุลประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น การเร่งเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว อีกทั้งยังช่วยให้ประเทศสามารถผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานรองรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน
นายเอกนิติ ระบุว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านถือเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤตราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนไทยได้โดยตรง
ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้ได้มากที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและงบประมาณ โดยการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทยตามแผน PDP ของกระทรวงพลังงาน
ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญในไตรมาส 2 คือการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการเติบโตระดับเลขสองหลักต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 10.1% โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนสูงถึง 2.55 แสนล้านบาทในไตรมาส 2
การลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการยังขยายตัวต่อเนื่องจาก 12.1% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ 12.5% ในไตรมาส 2 โดยสินค้าส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกและแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ของไทย
นายเอกนิติ มองว่า การที่ต่างชาติจัดให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่งของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจาก “การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่” ของโลก ถือเป็นประเด็นสำคัญ โดยโจทย์ไม่ได้อยู่เพียงว่าไทยจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือการทำอย่างไรให้ไทยสามารถก้าวขึ้นเป็น Global Supply Chain เพื่อส่งต่อโอกาสไปยังภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
นายเอกนิติกล่าวว่า จากรายละเอียดของตัวเลขต่าง ๆ เศรษฐกิจไทยได้ขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว ขณะที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับภาพอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ซึ่งจากนี้จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นของการก้าวไปของเศรษฐกิจไทย
“ถึงแม้ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่ง “ประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ” โดยเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาส 2 และจะนำเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงการส่งต่อไปยังผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไป

