“ศุภจี” รีเซ็ตการค้า–บริการไทย รับโลกเปลี่ยน “5D” ปั้น 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

รองนายกฯ “ศุภจี” เปิดแผน Trade & Services Engine ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ลดพึ่งพาตลาดเดิม ดันส่งออก เกษตร SME และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รับความเปลี่ยนแปลงโลก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ส.ค.69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการแถลงวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน พร้อมแนวทางดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การขับเคลื่อนของอนุกรรมการชุด Trade & Services Engine คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยระบุว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก 5 กระแสสำคัญ หรือ “5D” ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ การค้า และความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยตรง

สำหรับ “5D” ประกอบด้วย 1. ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน 2. การลดการพึ่งพา (Diversification) ทั้งด้านภาษีและห่วงโซ่อุปทาน 3. เทคโนโลยี (Digital & AI) ที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพการแข่งขัน 4. สิ่งแวดล้อม (Decarbonization) ทั้งมาตรฐานใหม่และผลกระทบต่อภาคเกษตร และ 5. โครงสร้างประชากร (Demographic) ที่เกี่ยวข้องกับสังคมสูงวัยและพฤติกรรมผู้บริโภค

นางศุภจี กล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง ไม่สามารถดำเนินนโยบายในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป จำเป็นต้องลดการพึ่งพาตลาดเดิม กระจายความเสี่ยง ปรับตัวต่อกติกาด้านสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาส และเตรียมรับมือกับโครงสร้างประชากรที่แรงงานลดลง ขณะที่ภาระด้านสวัสดิการเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ อนุกรรมการชุด Trade & Services Engine ของ กรอ. ได้แบ่งการขับเคลื่อนงานออกเป็น 4 คณะทำงาน ได้แก่ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานทั้ง 2 คณะ

ส่วนอีก 2 คณะ ได้แก่ คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME มี นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยกำหนดให้ทุกคณะทำงานมีเป้าหมายทั้ง Quick Big Win และ Big Win ที่สามารถวัดผลได้

สำหรับภาคเกษตร นางศุภจี กล่าวว่า จำเป็นต้องแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เนื่องจากประเทศไทยมีเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน ใช้พื้นที่เกษตรประมาณ 147 ล้านไร่ แต่สร้างมูลค่าเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ เพิ่มการแปรรูป และสร้างตลาดใหม่ โดยยึดความต้องการของตลาดเป็นตัวนำ หรือ Demand-Driven

ด้าน SME นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME ประมาณ 3.28 ล้านราย หรือคิดเป็นสัดส่วนหลักของธุรกิจในประเทศ แต่ต้องยกระดับให้สามารถเติบโตได้ตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การเริ่มต้นกิจการ ขยายเป็นธุรกิจขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เป็นผู้นำอุตสาหกรรม และก้าวไปสู่การเป็น Regional Players

แนวทางสำคัญคือ การสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งด้านทักษะ เงินทุน เทคโนโลยี และช่องทางตลาด ควบคู่กับการปลดล็อกกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ตลอดจนการป้องกันธุรกิจที่ไม่ถูกต้องและปัญหานอมินี เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย

สำหรับการค้าระหว่างประเทศ นางศุภจี กล่าวว่า ไทยยังมีการส่งออกที่กระจุกตัวในตลาดหลัก จึงต้องรักษาตลาดเดิมพร้อมขยายตลาดใหม่ในระดับเมือง มณฑล และรัฐ ใช้ FTA และการเจรจาการค้าเพื่อลดอุปสรรค พร้อมเพิ่มสัดส่วน Local Content และนำ SME เข้าไปอยู่ใน Supply Chain มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังต้องออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ผู้ลงทุนใช้ Supply Chain และแรงงานภายในประเทศมากขึ้น พร้อมสนับสนุนสินค้า Made in Thailand ผ่านการจัดซื้อภาครัฐในอุตสาหกรรมที่กำหนด เพื่อให้การลงทุนสร้างผลต่อเนื่องต่อผู้ประกอบการในประเทศ

นางศุภจี กล่าวว่า แนวทางทั้งหมดจะต้องดำเนินพร้อมกัน 2 ด้าน คือ นำสินค้าและบริการของไทยออกไปหาตลาดต่างประเทศ และนำตลาดหรือผู้บริโภคเข้ามาหาสินค้าและบริการในประเทศ โดยมีเกษตรกร ชุมชน SME และผู้ประกอบการไทยเป็นแกนกลาง เพื่อทำให้รายได้และประโยชน์ทางเศรษฐกิจกระจายตัวได้กว้างขึ้น

นางศุภจี กล่าวว่า คณะทำงานจะประกอบด้วยตัวแทนจากภาคเอกชน ภาครัฐ และสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า บริการ และเศรษฐกิจชุมชน โดยภารกิจสำคัญคือการนำสินค้าออกไปหาตลาดใหม่ และดึงตลาดใหม่เข้ามาหาสินค้าและบริการไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ

“แกนกลาง คือ เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย จะต้องได้รับประโยชน์อย่างแข็งแรงด้วย โดยเน้นสร้างผลสัมฤทธิ์ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว” นางศุภจี กล่าว

ด้าน นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่คณะทำงานจะเข้าไปดำเนินการ คือการตรวจสอบข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการแข่งขันและสนับสนุนภาคเอกชน โดยเปิดรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ยังต้องสร้างการรับรู้ ขยายโอกาส และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้มาเยือนและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ของพื้นที่

ขณะที่ นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า คณะทำงานจะมุ่งรับฟัง รวบรวม และหารือเพื่อหาทางออก ทั้งการแก้ไขอุปสรรคเฉพาะหน้าและการวางรากฐานระยะยาว โดยภาคเกษตรต้องยกระดับตั้งแต่การผลิตต้นน้ำ การแปรรูป และการตลาด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีการเกษตร พันธุ์พืช อุปกรณ์ต่าง ๆ การขึ้นทะเบียนสินค้า GI และการเชื่อมโยงกับบริษัทแปรรูปชั้นนำ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้

ส่วน SME ต้องทำให้ “เกิดง่ายขึ้น โตง่ายขึ้น” และสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้ โดยมีแนวทางทั้งการปรับปรุงระบบใบอนุญาต การจัดทำ SME ID รวมถึงการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาด้านออนไลน์และสร้าง Ecosystem ให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

จับตา! “ศุภจี” นำทีมแถลงยุทธศาสตร์ ดันการค้า-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชนพรุ่งนี้ (19 ส.ค.)

Back to top button