ราคาหมูหน้าฟาร์มจ่อปรับขึ้น 2 บาท! พาณิชย์เกาะติด “สุกร-ไก่-ไข่” รับดีมานด์พุ่ง

กรมการค้าภายในหารือผู้เลี้ยงและผู้ประกอบการ “หมู-ไก่-ไข่” บริหารซัพพลายก่อนสารทจีน หลังดีมานด์เพิ่ม ดันราคาหมูหน้าฟาร์มแตะ 72–74 บาทต่อกิโลกรัม ด้าน บล.กสิกรไทยประเมินมีโอกาสขยับขึ้นอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม มองเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ประกอบการสุกรจากโอกาสมาร์จิ้นฟื้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ไก่เนื้อ และไก่ไข่ รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ พร้อมหารือแนวทางบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความสมดุล ไม่เป็นภาระต่อผู้ผลิตและไม่กระทบต่อผู้บริโภค

ผู้เข้าร่วมหารือ ประกอบด้วย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้ผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง และเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) (BTG) บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TFG) สหฟาร์ม คาร์กิลล์มีทส์ (ประเทศไทย) วี.ซี.เอฟ. กรุ๊ป และเอส พี เอ็ม

นายจิรวุฒิ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ พบว่า ภาวะการค้าและความต้องการบริโภคเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าหน้าฟาร์มปรับตัวตามกลไกตลาด

อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือทุกฝ่ายบริหารจัดการซัพพลายให้เข้าสู่ภาวะสมดุล เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาชิ้นส่วนค้าปลีกปลายทางปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ปริมาณสินค้าเพียงพอและราคาปลายทางอยู่ในระดับเหมาะสม หากพบผู้ค้ารายใดจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569

ด้าน นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มอยู่ที่ 72–74 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลงเล็กน้อย โดยราคาดังกล่าวสูงกว่าต้นทุนการผลิตสุกรมีชีวิต 1–2 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ แนวโน้มราคาสุกรในช่วง 1–2 สัปดาห์ข้างหน้าอาจขยับขึ้นเล็กน้อย และทรงตัวได้ถึงช่วงกลางเดือนกันยายน ก่อนมีโอกาสอ่อนตัวลงในระยะถัดไปจากปัจจัยด้านความต้องการบริโภคที่ลดลงในช่วงเทศกาลกินเจ

ขณะที่ นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ กล่าวว่า ปริมาณผลผลิตยังออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ลดลงจากช่วงก่อน จากผลกระทบของสภาพอากาศแปรปรวนและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสียหายเริ่มลดลง และผู้เลี้ยงเริ่มกลับมาเพิ่มการผลิต คาดว่าสถานการณ์ผลผลิตจะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงกลางเดือนกันยายน 2569

ส่วน นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ระบุว่า ปัจจุบันปริมาณไข่ไก่มีเพียงพอและออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง หลังมีความร่วมมือให้เกษตรกรและผู้ประกอบการขยายระยะเวลาการเลี้ยงแม่ไก่ยืนกรงจาก 80 สัปดาห์ เป็น 83 สัปดาห์ รวมถึงชะลอการส่งออก เพื่อเพิ่มปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ระบบ

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (KS) ประเมินว่า ราคาหมูหน้าฟาร์มมีแนวโน้มปรับขึ้น 2 บาทต่อกิโลกรัม จากปริมาณผลผลิตที่ลดลง เนื่องจากหมูเติบโตช้าลงและมีความเสี่ยงเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน ขณะที่ผู้เลี้ยงมองว่าระดับราคาปัจจุบันเป็นเพียงการฟื้นตัวกลับมาใกล้จุดคุ้มทุน และต้องการให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องติดตามสถานการณ์การลักลอบนำเข้าสุกรผิดกฎหมายตามแนวชายแดน รวมถึงทิศทางกำลังซื้อของผู้บริโภค

บล.กสิกรไทย มองว่า ราคาหมูที่ฟื้นตัวเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ประกอบการสุกรที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่ CPF, BTG และ TFG จากแนวโน้มราคาขายที่ปรับตัวดีขึ้น และอัตรากำไรที่มีโอกาสฟื้นตัว หากต้นทุนอาหารสัตว์ไม่ปรับเพิ่มขึ้นตาม

Back to top button