หุ้นโรงกลั่นร่วงยกแผง! เซ่นน้ำมันโลกดิ่ง รับความหวังสงครามอิหร่านยุติเร็ว

5 หุ้นโรงกลั่นร่วงหนัก! หลังราคาน้ำมันโลกปรับลงต่อเนื่องวันที่ 4 รับความหวังสงครามอิหร่านคลี่คลาย ด้าน JPMorgan ประเมินตลาดน้ำมันมีอุปทานส่วนเกิน 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนตุลาคม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 พ.ย.69) ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีปรับตัวลดลงอย่างหนัก ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 หลังผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เพิ่มความคาดหวังว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจคลี่คลายลง ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของผู้ประกอบการในกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น

โดยราคาหุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ณ เวลา 10:17 น. อยู่ที่ระดับ 41.75 บาท ลบ 3.00 บาท หรือ 6.70% ราคาสูงสุด 44.25 บาท ราคาต่ำสุด 41.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 915.71 ล้านบาท

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP อยู่ที่ระดับ 56.50 บาท ลบ 4.00 บาท หรือ 6.61% ราคาสูงสุด 58.75 บาท ราคาต่ำสุด 56.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 640.41 ล้านบาท

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP อยู่ที่ระดับ 44.00 บาท ลบ 1.25 บาท หรือ 2.76% ราคาสูงสุด 44.75 บาท ราคาต่ำสุด 43.75 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 107.75 ล้านบาท

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC อยู่ที่ระดับ 2.46 บาท ลบ 0.14 บาท หรือ 5.38% ราคาสูงสุด 2.58 บาท ราคาต่ำสุด 2.46 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 63.09 ล้านบาท

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC อยู่ที่ระดับ 13.10 บาท ลบ 0.50 บาท หรือ 3.68% ราคาสูงสุด 13.30 บาท ราคาต่ำสุด 13.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 143.59 ล้านบาท

ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 หลังพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และสามารถครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ส่งผลให้นักลงทุนประเมินว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเผชิญข้อจำกัดในการยกระดับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และเพิ่มโอกาสในการเจรจาทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 0.97 ดอลลาร์ หรือ 1.03% อยู่ที่ 93.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ลดลง 1.14 ดอลลาร์ หรือ 1.29% อยู่ที่ 86.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 09.11 น. ตามเวลาประเทศไทย หลังจากราคาน้ำมันทั้งสองประเภทปรับตัวลดลงมากกว่า 8% ในวันก่อนหน้า และปิดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569

ขณะเดียวกัน ปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก เริ่มฟื้นตัวเข้าใกล้ระดับก่อนเกิดสงคราม แม้ต้นทุนการขนส่งยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดลดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางจะหยุดชะงัก

ด้าน JPMorgan ระบุในรายงานว่า การฟื้นตัวของปริมาณน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกกลับเข้าสู่ภาวะอุปทานส่วนเกิน หลังเผชิญภาวะตึงตัวจากผลกระทบของสงครามต่อเนื่องหลายเดือน โดยประเมินว่าอุปทานน้ำมันส่วนเกินอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกันยายน 2569 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนตุลาคม 2569

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันอาจไม่ต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่สภาคองเกรสชุดใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมกราคม 2570 ทำให้แนวทางนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะสั้นยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงทันที

นอกจากนี้ ปริมาณน้ำมันคงคลังเชิงพาณิชย์ในประเทศผู้บริโภครายใหญ่ยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 15 ปี ขณะที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานว่า ปริมาณน้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน และน้ำมันกลั่นคงคลังของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปี ซึ่งอาจเป็นปัจจัยช่วยจำกัดการปรับตัวลงของราคาน้ำมันในระยะถัดไป

Back to top button