BOI ชูไทยฮับลงทุนมูลค่าสูง รับคลื่น AI-เซมิคอนดักเตอร์ระลอกใหม่

เวที Thailand Focus 2026 ฉายภาพยุทธศาสตร์ไทยดึงดูลการลงทุนยุคใหม่ BOI แท็กทีมยักษ์เทคโนโลยีระดับโลก Infineon และ Lumentum ชูจุดแข็งฮับเซมิคอนดักเตอร์-AI ลุยแก้ปมกฎระเบียบและเร่งสร้างแรงงานรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand หัวข้อ “Competing for the Future: How Thailand Can Win the Next Wave of High-Value Investment” ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 26 สิงหาคม 2569 มีการหารือถึงยุทธศาสตร์การยกระดับประเทศไทยเพื่อรองรับการลงทุนมูลค่าสูงระลอกใหม่ โดยมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Infineon Technologies Thailand และ Lumentum Thailand ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในเอเชีย โดยมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI เติบโตทำสถิติสูงสุดในทุกปี ท่ามกลางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและการย้ายฐานการผลิตจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากความเป็นกลางของประเทศไทย ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและดิจิทัล รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานระดับโลก โดย 5 อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุด ได้แก่ Digital, Electronics, Materials, Automotive และ Chemicals

สำหรับทิศทางการลงทุนในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า นายนฤตม์ มองว่า คลื่นการลงทุนระลอกใหม่จะมาจากห่วงโซ่ AI เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์อัจฉริยะ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดย BOI เตรียมเสนอยุทธศาสตร์ชาติด้านเซมิคอนดักเตอร์ในการประชุมช่วงต้นเดือนกันยายนนี้

นอกจากนี้ โครงสร้างอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงจากการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาบูรณาการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์และยานยนต์ดิจิทัล ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานต่าง ๆ เชื่อมโยงและรวมตัวกันอยู่บนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเดียวกัน ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ แผ่นวงจรพิมพ์ขั้นสูง โฟโตนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบระบายความร้อน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย

ด้านการพัฒนาบุคลากร BOI วางยุทธศาสตร์แบบ “สองทาง” หรือ “Build” และ “Buy” โดยฝั่ง Build มุ่งสร้างแรงงานไทยผ่านความร่วมมือกับ 8 มหาวิทยาลัย เพื่อเปิดหลักสูตรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การบิน และระบบดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ฝั่ง Buy มุ่งดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและสตาร์ทอัพให้เข้ามาพำนักและทำงานในประเทศไทยระยะยาว ผ่านมาตรการพิเศษ เช่น Smart Visa, BOI Visa และ LTR Visa

นายนฤตม์ ระบุว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการมี 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาซัพพลายเชนใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจผ่านโครงการ “Thailand Fast Pass”

พร้อมตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยในปี 2035 มีอัตราการเติบโตของ GDP ไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และผลักดันประเทศเข้าสู่อันดับ 20 ประเทศแรกของโลกด้านความสามารถในการแข่งขันภายในปี 2030 รวมถึงมุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า โดยเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและบริการมูลค่าสูง

Mr. Wei Khoe Lim, SVP and Managing Director of Infineon Technologies Thailand

ขณะที่ Mr. Wei Khoe Lim, SVP and Managing Director of Infineon Technologies Thailand กล่าวว่า Infineon กำลังลงทุนก่อสร้างโรงงานแบ็กเอนด์แห่งใหม่ในประเทศไทย ซึ่งใช้ระบบอัตโนมัติในระดับสูง และมีเป้าหมายพัฒนาให้เป็น “Next Generation Backend Hub” โดยมีขนาดใหญ่กว่าฮับหลักที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันของ Infineon เกือบสองเท่า เพื่อรองรับการขยายตัวและเป้าหมายด้านรายได้ของกลุ่มบริษัทในระดับโลก

การลงทุนดังกล่าวจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงาน โดยเพิ่มสัดส่วนช่างเทคนิคและวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสูง ขณะเดียวกัน Infineon ยังมองเห็นโอกาสการเติบโตจากอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในบางตลาดจะทรงตัวหรือลดลง โดยเฉพาะจีนซึ่งยอดขายลดลงกว่า 18% ในไตรมาสล่าสุด แต่ยอดขายผลิตภัณฑ์ของ Infineon ในธุรกิจยานยนต์ยังสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนซอฟต์แวร์ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitalisation) และการลดคาร์บอน (Decarbonisation)

Infineon ยังขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทเยอรมนี 10 อันดับแรกจากบทบาทด้าน AI Computing โดยมุ่งเน้นการเติบโตใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ พลังงานและยานยนต์ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในรถยนต์

สำหรับประเทศไทย Infineon มองว่ามีจุดแข็งจากนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ และศักยภาพทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องปรับปรุง ทั้งด้านกฎระเบียบ พิธีการนำเข้าและส่งออก การเปลี่ยนผ่านเอกสารจากระบบกระดาษสู่ระบบดิจิทัล รวมถึงคุณภาพและเสถียรภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้า

Infineon ตั้งเป้าหมายภายในปี 2035 ในการสร้างระบบนิเวศท้องถิ่นที่แข็งแกร่งร่วมกับผู้ประกอบการ SME ไทย และดึงดูดพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทยเพิ่มเติม

ดร.ปรอง คงทรัพย์โต Chief of Staff and Senior Director for External Affairs, Lumentum Thailand

 

ด้าน ดร.ปรอง คงทรัพย์โต Chief of Staff and Senior Director for External Affairs, Lumentum Thailand กล่าวว่า Lumentum เริ่มต้นฐานการผลิตในประเทศไทยเมื่อประมาณ 8 ปีก่อนด้วยพนักงานเพียงไม่กี่ร้อยคน ก่อนขยายตัวเป็นประมาณ 9,000 คนในปัจจุบัน และเตรียมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 10,000 คนในเร็ว ๆ นี้ ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกของบริษัท

ฐานการผลิตในไทยมุ่งผลิตนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านโฟโตนิกส์ (Photonics) อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver) และระบบสื่อสารขั้นสูงสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI และดาต้าเซ็นเตอร์

ดร.ปรองกล่าวว่า อุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดยความต้องการเชื่อมต่อภายในดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเครือข่ายโทรคมนาคมกำลังเปลี่ยนจากการใช้สายทองแดงไปสู่การรับส่งข้อมูลผ่านคลื่นแสง ซึ่งทำให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์มีบทบาทเพิ่มขึ้น และช่วยให้ขีดความสามารถด้านการเชื่อมต่อขยายตัวอย่างมาก

ประเทศไทยมีจุดแข็งจากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) และผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ ตลอดจนคุณลักษณะของบุคลากรไทย ทั้งความเป็นมิตร วัฒนธรรมการให้บริการ ความประณีตในการควบคุมคุณภาพ ความสามัคคี และความยืดหยุ่นในการทำงานร่วมกับต่างชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างเสถียรภาพด้านแรงงานและเพิ่มความน่าสนใจให้ประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต

ขณะเดียวกัน การเติบโตของอุตสาหกรรม Photonics และ Advanced Electronics เชื่อมโยงโดยตรงกับความต้องการอุปกรณ์ Photonics สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยอุปกรณ์ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านจากสายทองแดงไปสู่เทคโนโลยี Photonics มีการผลิตในประเทศไทย ส่งผลให้ไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังจำเป็นต้องยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ รวมถึงคุณภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า อีกทั้งหลักสูตรด้าน Photonics ในประเทศยังมีจำกัด ทำให้จำนวนวิศวกรเฉพาะทางยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม

Lumentum จึงริเริ่มโครงการพัฒนาทักษะด้านวิศวกรรมโฟโตนิกส์ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และมหาวิทยาลัยของไทย อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเปิดหลักสูตรออนไลน์ 3 ระดับ เพื่อยกระดับทักษะและสนับสนุนการ Upskill และ Reskill แรงงานไทย พร้อมจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์โฟโตนิกส์ หรือ Photonic Laboratories ในศูนย์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติของประเทศ

ดร.ปรอง ยังเสนอว่า การวัดความสำเร็จของประเทศไทยในระยะยาวไม่ควรมุ่งพิจารณาเพียงยอดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แต่ควรให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนเงินลงทุนดังกล่าวให้เกิดการสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเติบโตของคู่ค้าท้องถิ่น และการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจที่มีความมั่นคงในระยะยาว

Back to top button