Thailand Focus 2026 ชูพลังงานสะอาดหนุน Data Center ดันไทยศูนย์กลางดิจิทัลอาเซียน

“เอกนัฏ” ชู Direct PPA-PDP ใหม่ รองรับ Data Center โดยไม่ผลักภาระค่าไฟสู่ประชาชน เดินหน้า Net Zero ปี 2050 ด้าน BGRIM ชี้ไทยมีศักยภาพทั้งพลังงาน-บุคลากร ขณะที่ Digital Edge มองธุรกิจ Data Center และ AI เป็นเกมระยะยาว 20 ปี


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ส.ค.69) ในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand หัวข้อ “Energy Transition: From Cost Pressure to Competitive Advantage” เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 มีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM และ Mr. Yaniv Ghitis, Chief Commercial and Investment Officer, Digital Edge DC โดยมี ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เป็นผู้ดำเนินรายการ

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลได้ปรับปรุงมาตรการและกฎระเบียบเพื่อให้มั่นใจว่าการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่สร้างภาระแก่ประชาชน โดยกำหนดให้ผู้ลงทุนรายใหม่รับผิดชอบต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal Cost) จากการนำเข้าก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า พร้อมเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนผ่านตลาดสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) เพื่อให้เกิดการแข่งขันในการจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่ถูกลง

สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ครอบคลุมแผนระยะยาว 25 ปีจนถึงปี 2050 และวางโรดแมปการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 โดยกำหนดสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไว้มากกว่า 60% ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture) และอาจผลักดันสัดส่วนพลังงานสะอาดได้สูงถึง 89% หาก Carbon Capture มีข้อจำกัดด้านต้นทุน

นอกจากนี้ รัฐบาลมีแนวทางบริหารจัดการงบประมาณหรือวงเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานจำนวน 2 แสนล้านบาท โดยจะใช้สนับสนุนภาคประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก เช่น การสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาในระบบ Net Billing ขณะเดียวกันรัฐบาลพร้อมปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย หรือ Grid Modernization และดึงดูดเงินลงทุนส่วนใหญ่จากภาคเอกชนเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์

นายเอกนัฏ ระบุด้วยว่า ความคลุมเครือเชิงนโยบายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนมากกว่าเรื่องราคาพลังงาน โดยล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้มีมติเชิงรุกในการยกเลิกข้อจำกัดโควตาการเข้าถึงตลาดพลังงานสะอาด 2,000 เมกะวัตต์เดิม เพื่อสร้างความโปร่งใสและข้อได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับประเทศ

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM

ด้าน ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กล่าวว่า สังคมไม่ควรตื่นตระหนกกับประเด็นการแย่งชิงทรัพยากรน้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ อีกทั้งประเทศไทยสามารถพึ่งพาโรงแยกเกลือจากน้ำทะเล หรือ Desalination Plant บริเวณอ่าวไทยได้ โดยไม่มีความเสี่ยงด้านต้นทุนที่มากเกินไป

ขณะเดียวกัน การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยช่วยรักษาฐานข้อมูลให้อยู่ในประเทศ ลดปัญหาความหน่วง หรือ Latency ในการรับส่งข้อมูล และรัฐบาลควรมีนโยบายสนับสนุนให้ใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทานไปสู่ภายนอก

ดร.ฮาราลด์ ยังระบุว่า ระบบการศึกษาจำเป็นต้องได้รับการยกระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นผู้ประกอบการธุรกิจทางอินเทอร์เน็ต วิศวกร และหัวหน้าทีมบริหารดาต้าเซ็นเตอร์ โดยควรผสานความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมในการถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะทาง รวมถึงขยายโอกาสด้านอาชีวศึกษาที่สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยได้

ทั้งนี้ จากประสบการณ์การลงทุนและพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเวียดนาม พบว่าบุคลากรและทีมงานมืออาชีพของไทยเป็นที่ต้องการและได้รับการยอมรับจากพาร์ทเนอร์ต่างชาติ เนื่องจากมีทักษะด้านการเจรจาและการร่วมมือที่ดี

Mr. Yaniv Ghitis, Chief Commercial and Investment Officer, Digital Edge DC

ขณะที่ Mr. Yaniv Ghitis, Chief Commercial and Investment Officer, Digital Edge DC กล่าวว่า ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และการยกระดับสู่ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเกมระยะยาว 20 ปี และเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างบริษัทกับรัฐบาลในระยะ 20-30 ปี ซึ่งต้องเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน โดยกลุ่มผู้ลงทุนประทับใจความใส่ใจเชิงนโยบายของภาครัฐ และมาตรการ Ease of Doing Business ภายใต้การนำของ BOI ที่ช่วยปลดล็อกขั้นตอนต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับแนวทางการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทมุ่งไม่ให้กระทบทรัพยากรน้ำประปาของชุมชน โดยนำระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิดและระบบระบายความร้อนด้วยอากาศมาใช้ พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศด้วยการทำงานร่วมกับผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน และยอมแบกรับต้นทุนเพิ่มเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อราคาไฟฟ้าภาคครัวเรือน

นอกจากนี้ โครงการดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสขนาดใหญ่ของบริษัทในจังหวัดชลบุรีและระยอง จะสร้างการจ้างงานบุคลากรในประเทศไทยตั้งแต่ภาคการก่อสร้างไปจนถึงวิศวกรรมระดับสูง พร้อมทำงานใกล้ชิดกับผู้ประกอบการ SMEs และซัพพลายเชนของไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถและผลักดันประเทศไทยขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริษัทเสนอให้มีการจัดตั้งสมาคมอุตสาหกรรม หรือ Industry Association เพื่อเป็นช่องทางกระชับความร่วมมือและการหารืออย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงสนับสนุนนโยบายการศึกษาเพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรทักษะสูง โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ AI และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรองรับตำแหน่งงานและอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“หยวนต้า” ชูโรงไฟฟ้ารับอานิสงส์ PDP ใหม่ จับตา GULF-GPSC-GUNKUL-WHAUP เด่น

Back to top button