“สภาพัฒน์” ชี้วัยเกษียณใช้เงิน 3 ล้านอยู่รอด! ชู 5 นโยบายอัปสกิลผู้สูงวัย ทำงานยุค AI

สศช. จัดสัมมนาขับเคลื่อน Silver Economy ปลดล็อกพลังผู้สูงอายุสู่แรงงานคุณค่าสูง เปลี่ยนมุมมองไม่ให้เป็นภาระชาติ หลังคาดไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 86 คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากร ชี้ปัญหาการเงินกดดันช่วงหลังวัยเกษียณ เหตุต้องใช้เงินบริโภคต่อ 20 ปี สูงถึง 3 ล้านบาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ก.ย.69) นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Silver Economy ปลดล็อกพลังสูงวัย สู่ Productive Aging” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์โครงสร้างประชากรไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

โดยในปี 2566 ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ ด้วยฐานผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากร และภายในปี 2576 จะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ด้วยฐานผู้สูงอายุ 28% จำนวน 18.4 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรในปี 2586 แต่ประชากรวัยแรงงานและวัยเด็กมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่จำนวน 6.7 ล้านคน และมีผู้สูงอายุที่พร้อมทำงานแต่ไม่มีงานทำจำนวน 1.2 ล้านคน ซึ่งเมื่อบุคคลหนึ่งออกจากตลาดแรงงานในอายุ 60 ปี และมีชีวิตหลังเกษียณต่อไปอีก 20 ปี จะมีปัญหาการเงิน เนื่องจากจะมีค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคตลอดช่วงชีวิตที่เหลือประมาณ 3 ล้านบาท

ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมด้านรายได้และการออม พร้อมสร้างโอกาสจากเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ต้องการทำงานสามารถสร้างรายได้ต่อไปได้ ซึ่งไม่ควรมองเป็นภาระชาติ และควรเปลี่ยนมุมมองจากผู้สูงอายุที่เป็นผู้รับการดูแลมาเป็นผู้ที่มีคุณค่า (Productive Aging) แทน

ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและ AI มากขึ้น ทำให้การทำงานต้องอาศัยการตัดสินใจ การทำงานกับคน และประสบการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีแทนไม่ได้ และควรดึงศักยภาพของผู้สูงอายุมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด “ฝึกได้ จ้างได้ ไปต่อได้” ทั้งเสริมทักษะใหม่ ให้คุณค่า รัฐและเอกชนร่วมมือกัน

“อายุที่เพิ่มขึ้นไม่จำเป็นต้องหมายถึงโอกาสที่ลดลง หากสังคมสามารถสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ ทำงาน และสร้างคุณค่าได้ตามศักยภาพของตนเอง” นางสาววรวรรณ กล่าว

ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุยังคงทำงานต่อ แบ่งเป็น “ปัจจัยแรงผลักดัน” เนื่องจากมีภาระหนี้สินสูง 18.3% อยู่ในครัวเรือนแหว่งกลาง 14.9% เป็นหัวหน้าครัวเรือน 8.7% และเป็นคนจน 2.1% และ “ปัจจัยลดโอกาส” เนื่องจากมีความพิการ 25.3% และมีการศึกษาสูงกว่ามัธยม 25.1%

ส่วนกลุ่มอาชีพของผู้สูงอายุที่ทำงานอยู่ ได้แก่ แรงงานในภาคเกษตร 54.4% บริการหรือค้าขาย 18.6% ช่างฝีมือหรือช่างเทคนิค 12.8% แรงงานทั่วไป 10.9% และอื่น ๆ 3.3%

สำหรับ 5 กลุ่มนโยบายสำคัญ ดังนี้ 1. การส่งเสริมการจ้างงาน (สร้างอุปสงค์ฝั่งนายจ้าง) 2. การพัฒนาทักษะและศักยภาพผู้สูงอายุ (เพิ่มคุณภาพอุปทานฝั่งคนทำงาน) 3. การจับคู่งานและข้อมูลตลาดแรงงาน 4. หลักประกันรายได้และสวัสดิการ และ 5. สภาพแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการทำงาน

ด้านภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณด้านผู้สูงอายุในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 206,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.9% ต่อการเบิกจ่ายรวมทั้งประเทศ แบ่งเป็นหลักประกันรายได้และสวัสดิการ 99.06% สภาพแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการทำงาน 0.60% การพัฒนาทักษะและศักยภาพผู้สูงอายุ 0.17% การจับคู่งานและข้อมูลตลาดแรงงาน 0.15% และการส่งเสริมการจ้างงาน 0.02%

Back to top button