
ธปท. ผนึกภาคการเงิน ปิดทางเงินเทา–พนัน–สแกม สร้าง “คอขวด” คุมธุรกรรมเสี่ยงทั้งระบบ
“แบงก์ชาติ” ผนึก 11 สมาคม–ชมรมการเงิน ยกระดับคุมธุรกรรมเสี่ยง บีบเงินเทา–พนันออนไลน์–สแกม “วิทัย” เผย ต.ค. จ่อคุมฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต้องแจงที่มา มั่นใจ ก.ล.ต. ออกเกณฑ์คุม USDT ได้ เสริมอีกด่านสกัดธุรกรรมผิดกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (10 ก.ย.69) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับ 11 สมาคมและชมรม ประกาศเจตนารมณ์การป้องกันการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด ภายใต้แนวคิด “หนึ่งเจตนารมณ์ ผสานพลัง ปกป้องภาคการเงินไทย” เพื่อยกระดับความร่วมมือป้องกันไม่ให้ภาคการเงินตกเป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือช่องทางสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายทุกประเภท
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ปัญหาเงินเทา พนันออนไลน์ รวมถึง Fraud Scam และการคอร์รัปชัน ล้วนมีความเชื่อมโยงกับการใช้บริการทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินเข้าบัญชี การโอนต่อไปยังจุดต่าง ๆ การถอนเป็นเงินสด หรือเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น เงินตราต่างประเทศ ทองคำ และสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) อย่าง USDT
ดังนั้น ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมเหล่านี้ เพื่อทำให้การเข้ามาใช้บริการทางการเงินสำหรับธุรกรรมดังกล่าวมีความยากลำบากมากขึ้น โดยมุ่งสร้าง “คอขวด” ขึ้นมา และหวังว่าธุรกรรมดังกล่าวจะลดลงในท้ายที่สุด
นายวิทัย กล่าวว่า ในอดีตอาจมุ่งเน้นไปที่ธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันทั้งธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ ผู้ให้บริการ Payment Gateway ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ Non-bank ทั้งกลุ่มสินเชื่อและไม่ใช่สินเชื่อ จะร่วมกันยกระดับมาตรฐานการป้องกันการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิดให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ธปท. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยหากพบข้อมูลผู้กระทำผิดจากสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง จะสามารถส่งต่อข้อมูลไปยังสถาบันการเงินอื่นหรือทั้งอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการใช้บริการทางการเงินในทางที่ผิด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการออกกฎระเบียบเพิ่มเติม นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. จะทยอยดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้มีมาตรการเกี่ยวกับการถอนเงินสดที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท การซื้อขายหรือถอนทองคำแท่งในปริมาณสูง และการแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศ
ทั้งนี้ นายวิทัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายมาตรการทำให้ธุรกรรมดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยธุรกรรมถอนเงินสดที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท ลดลงจากประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อเดือน เหลือราว 4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ธุรกรรมเกี่ยวกับการถอนทองคำแท่งลดลงประมาณ 70%
นอกจากนี้ นายวิทัย กล่าวว่า คาดว่าประมาณเดือนตุลาคม การฝากเงินสดที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท จะต้องสามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้ หากสามารถอธิบายที่มาได้ก็ไม่มีปัญหา เช่นเดียวกับการซื้อทองคำมูลค่าสูงที่ผู้ทำธุรกรรมจะต้องสามารถชี้แจงที่มาของเงินได้
ส่วน USDT ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนออกหลักเกณฑ์ โดยนายวิทัย เชื่อว่า ก.ล.ต. จะสามารถออกเกณฑ์กำกับได้ ขณะที่ ธปท. จะทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และตำรวจ ในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน
นายวิทัย กล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ธุรกรรมผิดกฎหมายลดลงได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่าเมื่อการทำธุรกรรมเหล่านี้ยากขึ้น ธุรกรรมดังกล่าวจะลดลง รวมถึง USDT ที่คาดว่าจะลดลงได้มากในอนาคต
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ที่ร่วมจัดทำกรอบความร่วมมือครั้งนี้ มีทั้งหมด 11 หน่วยงาน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย (TBA) สมาคมธนาคารนานาชาติ (AIB) สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (GFA) สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) รวมถึง 6 สมาคมและชมรมของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank lender)
ทั้ง 11 หน่วยงานจะร่วมกันยกระดับการทำ Know Your Customer (KYC), Customer Due Diligence (CDD) และ Enhanced Due Diligence (EDD) ตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติเชิงรุก พัฒนาฐานข้อมูลบุคคลเสี่ยงและเชื่อมต่อกับระบบ Central Fraud Registry (CFR) รวมถึงจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานด้านมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT)
ขณะที่ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยและธนาคารพาณิชย์จะร่วมสนับสนุนการยกระดับการยืนยันตัวตนและการตรวจสอบลูกค้า รวมถึง KYC/CDD/EDD ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมผลักดันการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐเพิ่มเติม เช่น ข้อมูลสัญชาติและหนังสือเดินทางจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจควบคุมธุรกิจจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการสวมรอยใช้บุคคลอื่นเปิดบัญชีแทน การใช้นอมินี และการปกปิดผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง หรือ Ultimate Beneficial Owner (UBO) พร้อมร่วมกันจัดทำมาตรฐานกลางของอุตสาหกรรม หรือ Industry Standard ในการป้องกันและจัดการบัญชีที่มีความเสี่ยง โดยอาศัยข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่แลกเปลี่ยนร่วมกัน เพื่อกำหนดมาตรการให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และลดโอกาสที่บัญชีธนาคารจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในธุรกรรมผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ สมาคมธนาคารไทยและธนาคารพาณิชย์จะร่วมกับ ธปท. กำหนดมาตรฐานในการพิจารณาวัตถุประสงค์ จำนวนและรูปแบบการทำธุรกรรม รวมถึงเอกสารประกอบและแหล่งที่มาของเงิน ตลอดจนนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับการเฝ้าระวังและป้องกันเชิงรุกสำหรับบัญชีและธุรกรรมที่มีความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความแม่นยำและรวดเร็วในการตรวจจับ และช่วยป้องกันความเสียหายก่อนขยายวงกว้าง

