BOI เดินหน้า 5 ด้าน รับคลื่น FDI ใหม่ ดันไทยฮับ Data Center-AI-พลังงานสะอาด

บีโอไอชี้ไทยรับคลื่นลงทุนต่างชาติยุคเทคฯ ขั้นสูง เตรียมปรับกลยุทธ์ดึงดูดนักลงทุนด้วยความเร็ว-ความแน่นอน-ความยั่งยืน มุ่งยึดฐานการผลิตระยะยาว พร้อมเร่งขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ ทั้งการสร้างบุคลากรทักษะสูง ยกระดับซัพพลายเชน พัฒนาพลังงานสะอาด ขยายการค้าเสรีประเทศใหม่ อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ หวังคว้าโอกาสให้ประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 ก.ย.69) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนในอนาคตจะไม่ได้ยึดเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นเรื่องความเร็ว (Speed) ความแน่นอน (Certainty) และความยั่งยืน (Sustainability) เป็นหลัก ซึ่งประเทศไทยต้องนำมาเป็นจุดขาย เพื่อจูงใจนักลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงในรอบการลงทุนยุคใหม่

โดยปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับคลื่นลูกใหม่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในการก้าวเข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Technology-based) ซึ่งไทยจำเป็นต้องมีการพัฒนาคุณภาพคนและซัพพลายเชนที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วในแนวลึก เพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดเงินลงทุน FDI ที่เข้ามาในลักษณะย้ายฐานไปมาได้ง่าย และยึดตรึงนักลงทุนให้มีการตั้งฐานในระยะยาว

“เราต้องเร่งสร้างความพร้อมเชิงโครงสร้าง และขจัดอุปสรรคที่ขัดต่อการลงทุนให้เป็นจุดแข็งสำคัญในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economy) เพราะจะส่งผลให้ประโยชน์จากการลงทุน FDI ตกอยู่กับคนไทย บริษัทไทย และห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทยอย่างสูงสุด” นายนฤตม์กล่าว

ทั้งนี้ คณะการทำงาน BOI จึงได้มีการวางยุทธศาสตร์เร่งพัฒนา 5 ด้าน เพื่อรองรับการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด (New S-Curve) ดังนี้

  1. ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น วิศวกร Data Center วิศวกร Photonic และวิศวกรอากาศยาน เป็นต้น
  2. ด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ใหม่ เช่น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์
  3. ด้านพลังงานสะอาดที่เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความยั่งยืน
  4. ด้านการขยายความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศใหม่ ๆ
  5. ด้านความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ด้วยการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐเพื่อลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ซึ่งทุกปัจจัยถือเป็นการเริ่มต้นสร้าง New Curve และ New Economy แม้ต้องใช้เวลา แต่มีเวลาไม่มากนัก จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้เสียโอกาสของประเทศ

ขณะเดียวกัน ต้องพลิกวิกฤตมาตรการสิ่งแวดล้อมโลกให้ประเทศไทยกลายพื้นที่ลงทุนที่สะอาดที่สุดในโลก ผ่านการวางระบบด้าน Sustainability เพราะจะกลายเป็นจุดขายใหม่ ทั้งการตั้งฐานพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และนิเวศรถยนต์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสนองบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีเป้าหมายด้าน Carbon Neutrality และ Net Zero

นายนฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำ Supply Chain และสร้างระบบนิเวศ New Economy ของอุตสาหกรรม Data Center AI ยานยนต์ และพลังงานสะอาดอย่างครบวงจร พร้อมทั้งเชื่อมโยงและขับเคลื่อนไปด้วยกันได้อย่างเข้มแข็ง ที่สำคัญต้องมีการเปิดกลไกเสริมสร้างความเชื่อมั่นในนโยบายพลังงานของประเทศอย่างเต็มที่ด้วย

ด้านจุดแข็งสำคัญของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน บีโอไอระบุว่า ประกอบด้วย 1. ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบสาธารณูปโภคที่เพียงพอและมีเสถียรภาพสูง ระบบไฟฟ้าและน้ำประปา รวมถึงระบบขนส่งและโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั้งทางบก ทางเรือ ทางราง และทางอากาศ ตลอดจนนิคมอุตสาหกรรมมาตรฐานสูงที่พร้อมรองรับการตั้งฐานผลิต 2. บุคลากรทักษะสูง ที่มีจำนวนเพียงพอ และ 3. ห่วงโซ่การผลิตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี

นอกจากนี้ ยังมี 4. ตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยมีตลาดในประเทศ 70 ล้านคน และเป็นประตูก้าวสู่อาเซียนที่มีประชากรรวมกว่า 600 ล้านคน 5. ประตูสู่ตลาดโลก ซึ่งเชื่อมโยงผ่าน FTA มากกว่า 17 ฉบับ ครอบคลุม 24 ประเทศ และอยู่ระหว่างการเจรจาเพิ่มเติม 6. โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมดิจิทัล และ 7. ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด พร้อมกลไกใหม่อย่าง Utility Green Tariff (UGT) และ Direct PPA

รวมทั้ง 8. ต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ 9. นโยบายส่งเสริมการลงทุน ที่ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ด้านภาษี (Tax) สิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tax) และมาตรการทางการเงิน (Financial) และ 10. คุณภาพการใช้ชีวิตที่ดีในทุกด้าน

Back to top button