
“อนุทิน” ประชุมทีมไทยแลนด์ในญี่ปุ่น มั่นใจลงทุนต่อ ชูร่วมมือยานยนต์-ปราบสแกมเมอร์
นายกรัฐมนตรีประชุมทีมไทยแลนด์ในประเทศญี่ปุ่น เชื่อมั่นญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญในการลงทุนในประเทศไทย เน้นย้ำประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับญี่ปุ่นในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งการปราบปรามสแกมเมอร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ก.ย.69) ณ โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเวลา 09.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนด้านการต่างประเทศ ทิศทางการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น รวมถึงการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทีมประเทศไทย
โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว นายระพีพงศ์ บรรจงศิลป กงสุลใหญ่ ณ นครโอซาก้า นายโกศล สถิตธรรมจิต กงสุลใหญ่ ณ นครฟุกุโอกะ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม
นายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างการประชุมว่า มีความยินดีที่ได้พบกับทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ก่อนเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นในด้านต่าง ๆ ที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว นำเสนอ จะนำไปประกอบการพิจารณาในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศต่อไป
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและญี่ปุ่นถือเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน แม้ปัจจุบันการลงทุนจากญี่ปุ่นอาจไม่ได้อยู่ในระดับสูงเช่นในอดีต หรือมีการชะลอตัวลงบ้าง แต่ควรพิจารณาในภาพรวม เนื่องจากในอดีตประเทศไทยต้องพึ่งพาญี่ปุ่นในหลายด้าน ขณะที่ปัจจุบันไทยมีการพัฒนาและสามารถลดการพึ่งพาได้มากขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบบางประเภทที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ
นายกรัฐมนตรียังยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ จากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น เช่น ผู้ประกอบการจากจีน อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยก่อนหน้านี้ ฝ่ายญี่ปุ่นได้ปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยทั้งหมด
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รูปแบบการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทยอาจเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต โดยก่อนหน้านี้ไทยเคยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นในระดับนับหมื่นล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยรัฐบาลได้ประกาศใช้ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ขณะที่ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบันยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวง หรือสแกมเมอร์ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นประเด็นที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินที่มีลักษณะผิดปกติในประเทศไทยสามารถทำได้ยากขึ้น ขณะที่มาตรฐานการตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติของไทยอยู่ในระดับที่มีความน่าเชื่อถือ
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ของประเทศไทย โดยเชื่อมั่นว่าจากความสัมพันธ์และความคุ้นเคยระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่มีมาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ญี่ปุ่นยังคงเดินหน้าความร่วมมือและการลงทุนในประเทศไทยต่อไป

