“สันติธาร” กาง 3 กลยุทธ์ดึง FDI ดันไทยฮับลงทุนอาเซียน ลุ้นทุนยุโรปปี 70

“สันติธาร” กาง 3 กลยุทธ์ดึง FDI บนเวที IMF-World Bank 2026 ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงปี 2580 ปรับ KPI บีโอไอกระจายประโยชน์สู่ SMEs ลุ้นเอกชนไทย-ยุโรปร่วมลงทุนปี 2570 หนุนสัดส่วนลงทุนแตะ 30% ของ GDP


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Pathways for Thailand’s High-Income Status” ร่วมกับ Mr. Stephen N. Ndegwa ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา และ Mr. Arnaud Dupoizat ผู้อำนวยการบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก

นายสันติธาร แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาศักยภาพภาคธุรกิจและแรงงาน ตลอดจนกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

ทั้งนี้ ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่เน้นประสิทธิภาพ (Efficiency) ไปสู่ยุคที่เน้นความมั่นคงปลอดภัย (Security) ทำให้มีความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น และบริษัทข้ามชาติจึงต้องกระจายความเสี่ยงและย้ายการลงทุนมายังภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยที่เป็นเสมือนสะพานเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Connector) จากนานาชาติ

นายสันติธาร ระบุว่า รัฐบาลไทยเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI) ผ่าน 3 โอกาสสำคัญ โดยเริ่มจาก 1. การเป็นจุดสนใจ (Spotlight) ในฐานะเจ้าภาพจัดประชุม IMF-World Bank 2026 ซึ่งเป็นเวทีดึงดูดผู้นำและนักลงทุนทั่วโลกมาพบปะธุรกิจไทย ประกอบกับปัจจัยหนุนด้านเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น การปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) และตลาดหุ้นที่ฟื้นตัว ยิ่งทำให้ไทยเป็นที่จับตามองของนักลงทุนสากล

2. การเปลี่ยนความสนใจเป็นเงินลงทุนจริง (Conversion) โดยแก้กฎระเบียบและขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนผ่านระบบ Fast Pass และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลลัพธ์ที่ดี และตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนไตรมาสล่าสุดเติบโตสูงที่สุดในรอบ 13 ปี

และ 3. การกระจายประโยชน์อย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) โดยมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ได้รับผลประโยชน์สูงสุด ด้วยการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัด (KPI) ของ BOI ใหม่ จากประเมินเพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุนเป็นการวัดจากผลประโยชน์ที่ตกถึงมือคนไทย ซึ่งสอดคล้องกับข้อห่วงใยของ World Bank ต่อปัญหาการฟื้นตัวแบบ K-Shaped จากกระแส AI ที่อาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ เพราะผลประโยชน์กระจุกตัว ดังนั้น ต้องเร่งกระจายโอกาสลงสู่คนชั้นกลางและเศรษฐกิจฐานราก

นายสันติธาร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังได้ประเมินเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น (Short-term) จะได้แรงกระตุ้นจากภาคการท่องเที่ยวและกิจกรรมเกี่ยวเนื่องงานประชุม IMF-World Bank 2026 สะท้อนจากการจับจ่ายใช้สอยที่สูงขึ้น และมีผู้นำหลายประเทศพักผ่อนท่องเที่ยวต่อ จึงคาดการณ์ว่ารายได้จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากกว่าที่หวังไว้

ส่วนในระยะกลาง (Medium-term) ประเมินว่าจะเกิดการสร้างพันธมิตร (Partnership) และการเชื่อมโยงธุรกิจใหม่ ๆ เนื่องจากงานประชุม IMF-World Bank 2026 จะมีการเจรจาทวิภาคีกลุ่มย่อย ร่วมกับ Economic Forum ที่นำนักลงทุนรายใหญ่จากยุโรป ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และอเมริกา มาพบปะกับเอกชนไทย เบื้องต้นจะเริ่มเห็นการประกาศความร่วมมือกันในปี 2570

นอกจากนี้ ในระยะยาว (Long-term) ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรม (Transformation & Reform) โดยใช้โอกาสจากความสนใจของทั่วโลกในครั้งนี้ เป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้กลายเป็นการสร้างและการพัฒนา “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ของประเทศอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยมีเป้าหมายชัดเจนในการผลักดัน GDP ให้ขยายตัวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ได้ 30% ของ GDP พร้อมมุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยขึ้นสู่ Top 20 ของโลก” นายสันติธาร กล่าว

Back to top button