
“เครือซีพี” ผนึกแม่ฟ้าหลวง เปิดโมเดล “Reforest Tokenization” แปลงผืนป่าสู่ดิจิทัล
เครือเจริญโภคภัณฑ์-มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดตัวโมเดล “Reforest Tokenization” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวผ่านดิจิทัลโทเคน ฟื้นฟูป่ากว่า 10,000 ไร่
งานสัมมนา “Towards Reforestation: Carbon Credit Tokenization พลังคนรุ่นใหม่ฟื้นป่าด้วยนวัตกรรมโทเคน” จัดขึ้น ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เวสต์ ภายใต้แนวคิด “Where Nature, Technology, and Communities Thrive Together” เพื่อเปิดตัวความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในการนำร่องโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว “Reforest Tokenization” โดยนำมูลค่าผืนป่ากว่า 10,000 ไร่ ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และตาก มาพัฒนาเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล

ภายในงาน นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote) ถึงแนวทางการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวด้วยดิจิทัลโทเคน (Green Economy) ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมสร้างระบบนิเวศ Eco-Digital เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ด้าน ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับ Natural Capital Economy โดยเน้นย้ำว่า การฟื้นฟูป่าอย่างยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน เพื่อสร้างสมดุลให้คนและป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนา “Unlocking Forest Value through Collaboration” จากผู้เชี่ยวชาญ 4 ภาคส่วน ได้แก่ นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์, นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์, นายวรสิทธิ์ สิทธิชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ้วส จำกัด และคุณอภินันท์ ดาบเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนด์ บิท จำกัด
การเสวนาดังกล่าวนำเสนอแนวทางการปลดล็อกคุณค่าของผืนป่า ผ่านความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ พร้อมสะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีบล็อกเชนในการสร้างความโปร่งใส และเชื่อมโยงคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

โครงการ “Reforest Tokenization” มีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทของชุมชนจาก “ผู้ใช้ประโยชน์” สู่ “ผู้พิทักษ์ผืนป่า” ด้วยการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการปกป้องและฟื้นฟูพื้นที่ป่า ลดปัญหาการบุกรุก การเผาป่า PM2.5 และปัญหายาเสพติดตามแนวชายแดน
พร้อมกันนี้ โครงการยังผลักดันแนวคิด Natural Capital หรือทุนธรรมชาติ ซึ่งมองคุณค่าของป่าในมิติที่ครอบคลุมมากกว่าการกักเก็บคาร์บอน แต่รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยจะขับเคลื่อนผ่านระบบดิจิทัลโทเคนที่มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ในอนาคต
การจัดงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการผสานความร่วมมือระหว่างธรรมชาติ เทคโนโลยี และชุมชน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมที่มุ่งเพิ่มคุณค่าของผืนป่าและสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม

