BDI เร่งเชื่อม 118 ชุดข้อมูลภัยพิบัติใน 60 วัน ปูทาง “National Data Backbone”

BDI เร่งเชื่อม 118 ชุด “ข้อมูลภัยพิบัติ” ตามกรอบ 60 วัน หลังระเบียบสำนักนายกฯ มีผลบังคับ เดินหน้า Data Sharing ผ่านแพลตฟอร์ม D2 สู่ “National Data Backbone” หนุนรัฐเห็นสถานการณ์เร็ว–ช่วยประชาชนตรงจุด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (7 ก.ย. 69) สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้าขับเคลื่อนการเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลดิจิทัลด้านการจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามภาคผนวกท้ายระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 69 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ

ระเบียบดังกล่าวกำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่จัดทำและครอบครองชุดข้อมูลตามภาคผนวก ต้องเชื่อมโยงระบบสารสนเทศและนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูล ภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่ระเบียบมีผลใช้บังคับ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการนำข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ สนับสนุนการประเมินสถานการณ์ การตัดสินใจ และการบริหารความช่วยเหลือประชาชนให้รวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น รวมถึงลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน

ทั้งนี้ ระเบียบดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการวางกติกากลางด้านการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลของภาครัฐ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดทำ ครอบครอง นำส่ง และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โดยกำหนดให้ BDI จัดให้มีระบบกลางรองรับการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ

ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อมูลจำนวนมากอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานต่าง ๆ แต่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นสามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยยังคงรักษาสิทธิและความรับผิดชอบของหน่วยงานเจ้าของข้อมูล โดยเฉพาะในสถานการณ์ภัยพิบัติที่ต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งและต้องตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา

สำหรับด้านเทคโนโลยี BDI ได้พัฒนา แพลตฟอร์ม D2 (Data Integration and Intelligence) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยออกแบบให้สามารถเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลตามสิทธิและเงื่อนไขที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลทั้งหมดมารวมเก็บไว้ในที่เดียว พร้อมรองรับการประมวลผลเพื่อการวิเคราะห์ ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลและความมั่นคงปลอดภัย

ในระยะแรก BDI จะเร่งเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลด้านภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ครอบคลุมข้อมูลด้าน สภาพอากาศและอุตุนิยมวิทยา ปริมาณฝน ระดับน้ำ พื้นที่เสี่ยง ข้อมูลเชิงพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางคมนาคม ระบบสื่อสาร ข้อมูลประชาชนและกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแล ข้อมูลสุขภาพและบริการฉุกเฉิน รวมถึงข้อมูลที่ใช้ประกอบการประเมินพื้นที่และผลกระทบจากภัยพิบัติ

ภายใต้บทเฉพาะกาลของระเบียบฯ หน่วยงานรัฐที่ยังไม่มีความพร้อมในการเชื่อมโยงข้อมูล สามารถประสานกับ BDI ภายใน 15 วัน เพื่อหารือและกำหนดแผนการสร้างความพร้อมร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อน Data Sharing มีกรอบดำเนินงานที่ชัดเจน และสามารถนำไปใช้จริงได้เร็วขึ้น

สำหรับการใช้ข้อมูลในวงจรบริหารจัดการภัยพิบัติ แบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ก่อนเกิดเหตุ จะเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณฝน ระดับน้ำ และพื้นที่เสี่ยง เพื่อสนับสนุนการคาดการณ์ การวางแผนรับมือ การอพยพ และการแจ้งเตือนประชาชน ส่วนระหว่างเกิดเหตุ จะเชื่อมข้อมูลพื้นที่ได้รับผลกระทบ ประชาชนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ เส้นทางคมนาคม จุดให้ความช่วยเหลือ และทรัพยากรของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อจัดลำดับพื้นที่เร่งด่วนและจัดสรรทรัพยากรได้เหมาะสม

ขณะที่หลังเกิดเหตุ ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลความเสียหาย ข้อมูลเชิงพื้นที่ และข้อมูลจากเทคโนโลยีสำรวจต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการประเมินผลกระทบ การเยียวยา และการวางแผนฟื้นฟูพื้นที่ รวมถึงนำข้อมูลจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาไปใช้พัฒนาการรับมือในอนาคต

นอกจากนี้ ระเบียบฯ ยังให้อำนาจ BDI ในการประมวลผลข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์เชิงวิเคราะห์ เป็นตัวกลางในการส่งคำขอและส่งต่อข้อมูล ตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขการแบ่งปันข้อมูล รวมถึงสามารถทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางการจัดการข้อมูลในกรณีฉุกเฉิน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนา National Data Backbone หรือโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลระดับประเทศ เพื่อทำให้ข้อมูลสำคัญจากหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงและนำกลับมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กติกา มาตรฐาน สิทธิการเข้าถึง และการกำกับดูแลที่ชัดเจน พร้อมผลักดัน High Value Datasets (HVD) หรือชุดข้อมูลที่มีคุณค่าสูงเข้าสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรม

ศ. ดร.ธีรณี กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญคือทำให้ข้อมูลของประเทศ “พร้อมเชื่อม พร้อมใช้ และพร้อมสนับสนุนการตัดสินใจ” โดยเฉพาะในสถานการณ์ภัยพิบัติ เพื่อเปิดทางให้ภาครัฐสามารถนำ Big Data และ AI มาใช้ได้เต็มศักยภาพ ตั้งแต่การพยากรณ์และแจ้งเตือน การวิเคราะห์สถานการณ์ การบริหารความช่วยเหลือ ไปจนถึงการประเมินความเสียหายและการฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือรวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น

Back to top button