
TRUE ยกระดับ “คู่ค้า” สู่ “คู่คิด” หนุนใช้ AI ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน
TRUE ยกระดับ “คู่ค้า” สู่ “คู่คิด” นำ AI เพิ่มประสิทธิภาพจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมเปิด GHG Emission Platform ให้ใช้งานฟรี หนุนวัดและบริหารการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปูทางเข้าถึงเงินทุนสีเขียว เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2593
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เดินหน้ายกระดับความร่วมมือกับคู่ค้าจากความสัมพันธ์เชิงซื้อขายสู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ภายในงาน True Partner Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Smarter Together: AI for Sustainable Partnerships” โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมสนับสนุนแพลตฟอร์มบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และเตรียมความพร้อมให้คู่ค้าเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว
ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพเครือข่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การคัดเลือกเทคโนโลยีและอุปกรณ์ การจัดซื้อ ไปจนถึงการดำเนินงาน เพื่อรองรับความต้องการใช้ดาต้า บริการคลาวด์ อุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ตลอดจนบ้าน โรงงาน และเมืองอัจฉริยะที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ สมาคมอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ระดับโลก (GSMA) ระบุว่า ปริมาณการรับส่งข้อมูลผ่านโครงข่ายมือถือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้น 350% ระหว่างปี 2562-2567 ขณะที่ข้อจำกัดในการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนยังเป็นความท้าทายต่อการลดการปล่อยคาร์บอนในภูมิภาค ส่งผลให้ผู้ให้บริการและคู่ค้าต้องร่วมกันรองรับการขยายตัวของโลกดิจิทัลโดยไม่เพิ่มภาระต่อสิ่งแวดล้อม
นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม TRUE เปิดเผยว่า เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความคาดหวังของลูกค้า การใช้พลังงาน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในระบบนิเวศ
TRUE จึงมุ่งยกระดับคู่ค้าสู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ร่วมคิด ร่วมสร้าง และร่วมรับผิดชอบ โดยให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นแก่ลูกค้าผ่านนวัตกรรมและโซลูชันที่ชาญฉลาด ควบคู่กับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป
แม้การรวมโครงข่ายทรูและดีแทคจะช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ใช้งานที่รวดเร็วและลื่นไหลขึ้น แต่ความต้องการใช้ดาต้า บริการดิจิทัล และอุปกรณ์อัจฉริยะยังขยายตัวต่อเนื่อง บริษัทจึงต้องร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาโครงข่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง
ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร TRUE กล่าวว่า คู่ค้ามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero เนื่องจากการลดการปล่อยคาร์บอนจำเป็นต้องครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน บริษัทจึงนำเทคโนโลยี องค์ความรู้ และแนวทางเข้าถึงเงินทุนมาสนับสนุนให้คู่ค้าบริหารจัดการคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม
TRUE ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานในขอบเขตที่ 1 และ 2 ลง 42% ภายในปี 2573 พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ขณะที่การลดการปล่อยในขอบเขตที่ 3 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันคู่ค้าหลักของบริษัทผ่านการประเมินตนเองด้าน ESG ครบ 100% และเข้าร่วมสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าวแล้ว
สำหรับการนำ AI มาใช้งาน บริษัทเตรียมประยุกต์ใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำ ตลอดจนยกระดับความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ โดยนำข้อมูลด้านต้นทุน ประสิทธิภาพของคู่ค้า และ ESG มาใช้ประกอบการตัดสินใจ
ด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม TRUE เปิดให้คู่ค้าใช้งาน GHG Emission Platform โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อใช้ติดตาม คำนวณ และบริหารข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนคู่มือ การอบรม และการตรวจสอบข้อมูล ภายใต้มาตรการรักษาความลับและการจำกัดสิทธิ์เข้าถึง
ข้อมูลที่ผ่านการจัดเก็บและตรวจสอบอย่างเป็นระบบจะช่วยให้คู่ค้ามองเห็นโอกาสลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเข้าถึง Green Financing เพื่อสนับสนุนการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ
การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการสนับสนุนคู่ค้าที่ TRUE ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างความเข้าใจด้านสภาพภูมิอากาศและจรรยาบรรณคู่ค้าในปี 2565 การเตรียมความพร้อมด้าน ESG ในปี 2566 การเปิดตัว GHG Emission Platform ในปี 2567 และการต่อยอดสู่โครงการ Green Financing ในปี 2568
ทั้งนี้ ในปี 2568 คู่ค้าหลักของบริษัทกรอกข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 ผ่านแพลตฟอร์มครบ 100% ขณะที่ TRUE ได้รับคะแนนจาก S&P Global เต็ม 100 คะแนน ทั้งด้านการบริหารห่วงโซ่อุปทานและการประเมินและพัฒนาคู่ค้า พร้อมได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม 1% แรกของบริษัทที่มีความยั่งยืนสูงสุดของโลกในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

