
“เมย์แบงก์” เชียร์ซื้อ WHA เป้า 4.80 บาท ชี้ดีลดาต้าเซนเตอร์–EV ดันกำไรปี 69 โตต่อ
บล.เมย์แบงก์ ชี้ WHA พื้นฐานแกร่ง มองความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่กระทบกระแส FDI ต่อไทย และยังได้อานิสงส์เงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง พร้อมคาดยอดขายที่ดิน (Presales) ปี 2569 เพิ่มขึ้น 72% จากดีล Data Center และดีมานด์ EV หนุนกำไรเติบโตระยะยาว โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 4.80 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์เกี่ยวกับบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA โดยประเมินว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เนื่องจากประเทศไทยยังคงถูกมองว่าเป็นแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคง
ฝ่ายวิจัยจึงยังคงประมาณการกำไรของ WHA ในช่วงปี 2569–2570 ให้ทำระดับสูงสุดใหม่ โดยตั้งสมมติฐานการโอนที่ดินในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ที่ 2,200–2,300 ไร่ แม้ว่าปัจจุบันบริษัทจะมี backlog อยู่ที่ 770 ไร่ แต่คาดว่าบริษัทสามารถปิดการขายและโอนได้ทันตามกำหนด อิงจากผลงานในอดีตที่สามารถดำเนินการขายและโอนได้รวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ยังคงประมาณการยอดขายที่ดิน (Presales) ในปี 2569 ไว้ที่ 2,300 ไร่ เพิ่มขึ้น 72% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากดีล Data Center ที่ลงนามแล้วในไตรมาส 1/2569 รวมถึงบรรยากาศการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นหลังความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เริ่มคลี่คลาย
ในด้านผลประกอบการ ฝ่ายวิจัยประเมินว่ากำไรในปี 2569 ยังโดดเด่น หลัง WHA เข้าซื้อหุ้นที่เหลืออีก 40% ในบริษัท WHA Industrial Estate Rayong (IER) ส่งผลให้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 100% โดยปัจจุบันนิคมดังกล่าวมีที่ดินพร้อมโอนประมาณ 300 ไร่ และอีกประมาณ 300 ไร่ที่พร้อมขาย
ผู้บริหารคาดว่าจะรับรู้กำไรพิเศษมากกว่า 500 ล้านบาทในปี 2569 จากการประเมินมูลค่ายุติธรรมใหม่ ซึ่งเป็นการรับรู้กำไรบางส่วนล่วงหน้าจากแปลงที่ดินดังกล่าว แม้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จากการโอนจริงในไตรมาสถัดไปอาจปรับลดลงบ้าง แต่เนื่องจากคาดว่าจะสามารถขายและโอนที่ดินทั้งหมดได้ภายในปี 2569 จึงทำให้ GPM ทั้งปีไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเบื้องต้นคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 จะยังคงเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้ไตรมาส 4/2568 จะเป็นฐานที่สูง
นอกจากนี้ การเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมของ WHA ในจังหวัดระยอง รวมถึงโรงงานของ BYD สะท้อนให้เห็นถึงฐานลูกค้าที่หลากหลายและการก่อตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างชัดเจน โดยผู้บริหารของ BYD มองว่าไทยยังคงเปิดกว้างและสนับสนุนนักลงทุนต่างชาติได้ดีกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย
หากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้ายังคงเติบโตต่อเนื่อง คาดว่าจะช่วยดึงดูดซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทาน EV เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวจะสนับสนุนยอดขายที่ดินและความต้องการใช้สาธารณูปโภคในนิคมของ WHA
ทั้งนี้ ในปี 2568 โรงงานของ BYD มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ประมาณ 50% และมีแผนเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวในระยะยาว พร้อมทั้งมีความตั้งใจที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของซัพพลายเออร์ไทย
ภายหลังการเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดระยอง ฝ่ายวิจัยเห็นว่า WHA มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มจะยังสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ คาดว่ากำไรในปี 2569 จะยังอยู่ในระดับสูงจากการรับรู้กำไรพิเศษจากการเข้าซื้อ WHA IER ขณะที่กำไรในช่วงปี 2569–2570 มีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดใหม่ ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ราว 8%
ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับหุ้น WHA โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 4.80 บาท มองว่าการอ่อนตัวของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลจาก sentiment ของตลาด ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง อักทั้งมูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยซื้อขายที่ระดับ P/E ประมาณ 11 เท่า และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 6% อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังคงอยู่ที่ยอดพรีเซลและการโอนที่ดินที่อาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

