กำไรลด..พีอีสูง

*อันที่จริง “โมนิก้า” อยากมองเหตุการณ์ไปข้างหน้ามากกว่ามองย้อนไปข้างหลัง แต่เผอิญเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลายอย่างทำให้เดี๊ยนต้องนำข้อมูลบางอย่างมาพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาการลงทุนที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ และในที่สุดก็ได้พบกับความจริงที่ว่า ทุกครั้งที่บริษัทจดทะเบียนกำไรเริ่มลดลง มักทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นกังวลกับความสามารถในการทำกำไรในอนาคตด้วยเป็นประจำนะจะบอกให้


เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*อันที่จริง “โมนิก้า” อยากมองเหตุการณ์ไปข้างหน้ามากกว่ามองย้อนไปข้างหลัง แต่เผอิญเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลายอย่างทำให้เดี๊ยนต้องนำข้อมูลบางอย่างมาพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาการลงทุนที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ และในที่สุดก็ได้พบกับความจริงที่ว่า ทุกครั้งที่บริษัทจดทะเบียนกำไรเริ่มลดลง มักทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นกังวลกับความสามารถในการทำกำไรในอนาคตด้วยเป็นประจำนะจะบอกให้

*ประเด็นตรงนี้เองที่ทำให้แรงเทขายไม่สะเด็ดน้ำเสียที และนำไปสู่การปรับลดพอร์ตเมื่อเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ “โมนิก้า” ถึงไม่แปลกใจที่วานนี้ดัชนีทรุดตัวลงมายืนอยู่ที่ระดับ 1,627.43 จุด ลบไป 2.69 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.01 หมื่นล้านบาท เพราะมันเป็นอารมณ์ต่อเนื่องที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค. และทำท่าจะฟื้นตัวได้ยากกว่าเที่ยวก่อน ๆ เสียด้วย หลังสถานการณ์รอบด้านยังไม่กระเตื้องเท่าที่ควรสิจ๊ะ

*นั่นเท่ากับเป็นการย้ำหัวหมุดที่ว่า เมื่อแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนมีทีท่าลดลง ค่าพี/อีของตลาดหุ้นไทยก็จะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ และหนทางเดียวที่จะทำให้ค่าดังกล่าวอยู่ในระดับที่เหมาะสมก็คือ ดัชนีต้องอ่อนตัวลงมายืนอยู่ในระดับที่ทุกคนยอมรับได้ “โมนิก้า” ถึงต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับพี/อีตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 17 เท่าเป็นระดับที่เหมาะต่อการลงทุนจริงไหม ? และที่พูดกันว่าพี/อีตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 15 เท่าน่าจะเป็นแรงจูงใจให้ต่างชาติขนเงินมาลงทุนอีกรอบใช่หรือเปล่า ? ทั้งสองประเด็นเป็นเรื่องที่นักเล่นต้องอ่านเกมให้ออกนะคะ

*เหมือนกับการโค้งตัวลงของน้องท็อป TOP เป็นเวลา 4 วันติด โดยไม่มีอาการสู้แบบสุดซอยให้เห็นสักวัน “โมนิก้า” ย่อมมองเป็นประเด็นที่ค่อนข้างเปราะบางสำหรับการเล่นเที่ยวนี้ เพราะไม่รู้จะเอาประเด็นไหนมาทำให้แรงเทขายเบาบางลง และถูกแทนที่ด้วยแรงซื้อจำนวนมาก ! ยิ่งมองในมุมของการให้ค่า P/E 10 เท่าเป็นเวลาหลายปี ยิ่งทำให้เชื่อว่า หุ้นต้องลงไปตั้งหลักแถวบริเวณ 65 บาท (เอาสถิติเก่า) ขณะที่วานนี้หุ้นยืนปิดที่ 69.50 บาท ลบไป 1.50 บาท หรือลงไป 2.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 805 ล้านบาท มันเป็นอะไรที่น่าคิดมาก ๆ เจ้าค่ะ

*เช่นเดียวกับในรายของ QH เทรดหุ้นมากี่ปี..ต่อกี่ปี ตลาดหุ้นก็ไม่เคยให้พี/อีเกิน 10 เท่าสักที “โมนิก้า” เลยรู้สึกเฉย ๆ เมื่อเห็นหุ้นขึ้นไม่ได้สักที แถมตั้งแต่เดือน ก.พ. ราคาหุ้นก็ป้วนเปี้ยนไปมาที่ระดับ 3 บาท เดี๊ยนถึงไม่แปลกใจที่วานนี้หุ้นโดนกดลงมาปิดที่ระดับ 2.98 บาท ลบไป 0.06 บาท หรือลงไป 2% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 186 ล้านบาท เพราะมันไม่มีมุมที่จะทำให้หุ้นขึ้นเลยพับผ่าสิ !

*เม้าท์ถึงเรื่องนี้ทำให้ “โมนิก้า” ต้องมองย้อนกลับไปยัง AMATA เพื่อทำให้นักเล่นได้เห็นอาการตื้อ ๆ ตัน ๆ เป็นเวลาร่วมปี มันเกิดจากกำไรไม่โต ราคาหุ้นถึงขยับไปมาได้แค่ระดับ 18-24 บาท จึงไม่ต้องแปลกใจที่วานนี้หุ้นทรุดตัวลงมายืนที่ 20.90 บาท ลบไป 0.30 บาท หรือลงไป 1.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 310 บาท เพราะหุ้นมีความจำเป็นต้องลงไปตั้งหลักที่ฐานเก่าอีกรอบไงล่ะคะ

*ส่วนรายที่ออกไปในแนวสงครามวันเดียวอย่างหุ้น STPI กลายเป็นช็อตที่นักเล่นต้องเพิ่มความไวมากเป็นพิเศษ เพราะแพตเทิร์นของหุ้นในอดีตจนถึงปัจจุบันไม่เคยยืนระยะได้สักที ผสมผสานกับวานนี้เปิดเทรดที่ระดับ 5.50 บาท หลังจากนั้นอ่อนตัวลงมาปิดที่ 5.05 บาท บวกไป 0.51 บาท หรือขึ้นไป 11.20% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 132 ล้านบาท มันทำให้สถานการณ์ของหุ้นดูไม่ค่อยดี เพราะมีแต่คนขายไม่มีคนซื้อนะซี

*เรื่องนี้ยังลามถึงหุ้น RSP หลังกระชากขึ้นมาปิดที่ 3.84 บาท บวกไป 0.44 บาท หรือขึ้นไป 12.95% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 121 ล้านบาท พร้อมกับปล่อยสตอรี่ต่อสัญญาตัวแทน “คอนเวิร์ส” ออกไปอีก 5 ปี “โมนิก้า” มองเป็นข่าวบวกที่ส่งผลโดยตรงกับอารมณ์ของนักเล่นแบบเต็ม ๆ ถ้าให้ดีขึ้นกว่าเดิมต้องโชว์ตัวเลขกำไรให้มาตามนัด ทุกอย่างถึงจะดูเพอร์เฟกต์สุด ๆ นะจะบอกให้

*เหมือนกับในรายของ PRM เห็นเคาะราคากันมัน ๆ มาพักใหญ่ ๆ เอาเข้าจริงหุ้นกลับแกว่งตัวขึ้น ๆ ลง ๆ สุดท้ายเลยไปไหนได้ไม่ไกลสักที แถมตัวเลขกำไรที่เฝ้ารอก็ไม่มาสักที “โมนิก้า” ถึงไม่เชื่อว่าหุ้นจะทะยานแบบไม่เหลียวหลังในเร็ววัน  จึงอยากให้พวกขาลุยลองพิจารณาการขึ้นมาปิดที่ 6.35 บาท บวกไป 0.25 บาท หรือขึ้นไป 4.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 86 ล้านบาท มันใช่จังหวะไหลตามน้ำหรือเปล่า ? และมีโอกาสฝ่ายอดเก่าที่บริเวณ 6.75 บาทได้จริงไหม ? ลองไปคิดกันดูนะนายท่าน !

 

Back to top button