AAI ดีด 3% เก็งรายได้ปีนี้โตกว่า 15% ทะลุ 8 พันล้าน

AAI เด้งกลับ 3% ลุ้นรายได้ปีนี้โตกว่า 15% แตะ 8.3 พันล้าน ขานรับขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 7,500 ตัน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 มี.ค.66) ราคาหุ้น บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI ณ เวลา 10:11น. อยู่ที่ระดับ 6.30 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 3.28% สูงสุดที่ระดับ 6.30 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 6.20 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 13.21 ล้านบาท

นายเอกราช พรรณสังข์ กรรมการผู้จัดการ AAI เปิดเผยว่า ในปี 66 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมของกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 8,300 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 15% จากปีก่อน โดยการเติบโตจะมาจากทั้งกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงและทูน่า โดยตั้งเป้ารายได้ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่ 7,200 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 15% จากดีมานด์ยังเติบโต

นอกจากนี้บริษัทมีความพร้อมจากการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 7,500 ตัน ทำให้มีกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกรวมในปี 66 เป็น 49,500 ตันต่อปี แม้คาดว่าออเดอร์ของบริษัทในไตรมาส 1/66 จะชะลอตัวจากการที่ลูกค้าในตลาดสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงปรับปริมาณสต๊อคสินค้าเนื่องจากระยะเวลาสั่งสินค้าสั้นลงจากการที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับสู่ภาวะปกติ และบริษัทยังคงเดินหน้าขยายกำลังการผลิตตามแผนที่จะขยายกำลังการผลิตเป็น 82,000 ตันภายในปี 2568 เพื่อสร้างโอกาสในการขยายฐานลูกค้าในภาวะที่อุตสาหกรรมยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

การขยายกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงน่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของบริษัท ทั้งกับลูกค้าปัจจุบันและเพิ่มลูกค้ารายใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง การ IPO ก็ทำให้บริษัทมีเงินทุนเพียงพอที่จะสนับสนุนการเติบโตในขณะที่ เราได้นำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทขอปรับวัตถุประสงค์การใช้เงินจากการ IPO เพื่อให้สามารถนำเงินลงทุนที่คาดว่าจะยังไม่ต้องใช้ภายในปีนี้ มาสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนและใช้คืนเงินกู้ เพื่อลดต้นทุนของเงินทุนของบริษัทในภาวะดอกเบี้ยแพง ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบ นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าขยายตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงจากแบรนด์ตัวเองทั้งในประเทศไทย ประเทศจีน ตลอดจนกลุ่มประเทศเอเชียและตะวันออกกลาง ขณะที่ตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจทูน่าอยู่ที่ 1,100 ล้านบาท หรือเติบโตจากปีก่อนที่ 12% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากค่าระวางเรือที่ลดลง และการขนส่งทางเรือกลับเข้าสู่ภาวะปกติ มีตลาดสำคัญคือตะวันออกกลาง” นายเอกราช กล่าว

สำหรับในปี 66 บริษัทเชื่อว่าจะสามารถรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับ 19-20% ได้ เนื่องจากต้นทุนขอวัตถุดิบเริ่มมีทิศทางที่มีเสถียรภาพมากขึ้น อีกทั้งเชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการขยายกำลังการผลิตและสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติแห่งที่ 2 ปีนี้ได้

Back to top button