ครม.เคาะกฎหมายลูก “ภาษีส่วนเพิ่ม” 4 ฉบับ ดึงรายได้รัฐปีละ 1.2 หมื่นล้าน

ครม.อนุมัติหลักการร่างกฎหมายลำดับรองภาษีส่วนเพิ่ม 4 ฉบับ วางกลไกจัดเก็บภาษีกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ เพิ่มรายได้รัฐปีละราว 1.2 หมื่นล้านบาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ธ.ค.68) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎหมายลำดับรอง ออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จำนวน 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม รวมถึงการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีที่อยู่ในขอบข่ายเพื่อการคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม

สำหรับร่างกฎหมายลำดับรองทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย

  1. ร่างพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาการอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม สำหรับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร
  2. ร่างพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการกำหนดนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือ
  3. ร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยการปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือที่ประเทศไทยได้รับให้แก่นิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย
  4. ร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีที่อยู่ในขอบข่ายเพื่อการคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายทุกฉบับมาพร้อมบันทึกหลักการและเหตุผล และบันทึกวิเคราะห์สรุป

นายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายลำดับรองดังกล่าว ไม่เป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดถัดไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระการคลังในอนาคต และไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐ โดยคาดว่าจะสามารถจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มได้ตามเป้าหมายที่ประเมินไว้ปีละประมาณ 12,000 ล้านบาท

ด้าน นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ได้มีผลบังคับใช้กับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่แล้ว สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 โดยร่างกฎหมายลำดับรองทั้ง 4 ฉบับ จะช่วยกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มให้มีความชัดเจน เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับกฎหมาย

อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า การจัดทำร่างกฎหมายลำดับรองดังกล่าว อ้างอิงหลักเกณฑ์ตาม GloBE Model Rules คำอธิบาย (Commentary) และแนวปฏิบัติ (Administrative Guidance) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายภาษีส่วนเพิ่มของประเทศไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศสมาชิก OECD/G20 Inclusive Framework on BEPS และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ การออกกฎหมายลำดับรองดังกล่าว จะช่วยลดการกัดกร่อนฐานภาษีและการถ่ายโอนกำไรของบริษัทข้ามชาติอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก รวมถึงลดการแข่งขันด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยบนพื้นฐานของความยั่งยืนทางการคลัง

Back to top button