
GULF เดินหน้า COD โซลาร์ฟาร์ม 2 โครงการ จ่ายไฟ “กฟผ.” 121 เมกะวัตต์
GULF แจ้งบริษัทย่อย “กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี” เดินหน้า COD โรงไฟฟ้าโซลาร์ 2 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 121.0 เมกะวัตต์ (กำลังผลิตติดตั้ง 288.7 เมกะวัตต์) ได้แก่ EGF เพชรบูรณ์ กำลังการผลิตไฟฟ้า 61.0 เมกะวัตต์ และ DTP พะเยา กำลังการผลิตไฟฟ้า 60.0 เมกะวัตต์ จ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ กฟผ.เรียบร้อยแล้ว หนุนพลังงานสะอาดและความยั่งยืนของประเทศ
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 กลุ่มบริษัทย่อยซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นทางอ้อมผ่านบริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด (GRE) ในสัดส่วนร้อยละ 100 ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar farms with Battery Energy Storage System: Solar BESS) จำนวน 2 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 121.0 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้ง 288.7 เมกะวัตต์) และได้จ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทดังต่อไปนี้ 1.) บริษัท เอ็นเนอร์ยี เฟิร์ส จำกัด (EGF) เป็นผู้ดำเนินโครงการ Solar BESS กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 61.0 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้ง 146.5 เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ทางภาคเหนือของประเทศไทย และอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 350 กิโลเมตร
2.) บริษัท ดวงตะวันพลังงาน จำกัด (DTP) เป็นผู้ดำเนินโครงการ Solar BESS กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 60.0 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้ง 142.2 เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ในจังหวัดพะเยา ทางภาคเหนือของประเทศไทย และอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 700 กิโลเมตร
โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายใต้กลุ่ม GRE ที่ได้รับการคัดเลือกตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งมีกำหนดทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2567 – 2573 โดยมีอัตราจำหน่ายไฟฟ้าที่ 2.8331 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ตลอดอายุสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. เป็นระยะเวลา 25 ปี
การรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวจะช่วยลดความผันผวนจากราคาเชื้อเพลิง และช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมให้ได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสมตลอดอายุสัญญา เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีราคาขายไฟฟ้าที่ต่ำกว่าราคาค่าไฟเฉลี่ยในปัจจุบัน
นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของประเทศและนโยบายของบริษัทฯ ในการผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) และมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพื่อเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และสนับสนุนการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
สำหรับปี 2568 บริษัทฯ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar farms) และ Solar BESS ครบทั้งหมด 7 โครงการตามแผน รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 354.3 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้ง 596.7 เมกะวัตต์) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อีกทั้งในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมรวม 6 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 370.6 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้งรวม 622.8 เมกะวัตต์) โดยแบ่งเป็นโครงการ Solar farms 4 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 244.6 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้งรวม 321.3 เมกะวัตต์) และโครงการ Solar BESS อีก 2 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 126.0 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้งรวม 301.7 เมกะวัตต์)
อย่างไรก็ดี หากมีความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการ บริษัทฯ จะแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและผู้ถือหุ้นรับทราบต่อไป
