โบรกชู KTB เด่น “กลุ่มแบงก์” เคาะเป้า 36.40 บาท รับกำไร Q1 โตเกินคาด

KTB โชว์กำไรไตรมาส 1/69 แตะ 1.24 หมื่นล้านบาท โตทะลุคาดการณ์ 28% รับแรงหนุนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยพุ่ง ด้าน FSSIA เชียร์ "ซื้อ" ยกเป็นหุ้นเด่นกลุ่มแบงก์ เคาะเป้า 36.40 บาท ชูปันผลจูงใจ 6-7%


บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSSIA เปิดเผยบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 36.40 บาท ภายหลังธนาคารรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1.24 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ถึง 28% และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ 11% โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 15.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 26% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2569 ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษี (PPOP) อยู่ที่ 2.41 หมื่นล้านบาท เติบโต 8.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์เช่นกัน

โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ที่เติบโตสูงกว่าคาดมากถึง 28.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 28.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากกลุ่มรายได้ที่มิใช่ค่าธรรมเนียม ได้แก่ 1. กำไรจากเงินลงทุน (FVTPL) สูงถึง 3.91 พันล้านบาท (คาดไว้ 3 พันล้านบาท) 2. กำไรจากการซื้อขายเงินลงทุน 837 ล้านบาท (คาดไว้ 200 ล้านบาท) และ 3. เงินปันผลรับ 1.43 พันล้านบาท (คาดไว้ 450 ล้านบาท) ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิสูงกว่าคาดเล็กน้อย เพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 13.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)

ส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) อยู่ที่ 2.34 หมื่นล้านบาท ปรับตัวลดลงตามคาดที่ 6.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 15.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.46% อ่อนตัวลงตามคาดที่ 0.21% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้จะลดลงต่ำกว่าคาด แต่ต้นทุนทางการเงินก็ปรับลดลงมากกว่าคาดเช่นกัน ด้านสินเชื่อในไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตสูงกว่าคาดถึง 2.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ฝ่ายวิจัยคาดเติบโต 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า) โดยได้แรงหนุนจากสินเชื่อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ (22%) เป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (Private Corporate) เติบโตเช่นกันที่ 23% สวนทางกับกลุ่มสินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อยที่หดตัวลงทุกกลุ่ม ยกเว้นสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังคงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แม้ภาพรวมสินเชื่อในไตรมาสแรกจะเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ทั้งปี 2569 ที่ระดับ 2.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าเป้าหมายของ KTB ที่ 0-2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการสินเชื่อปี 2569 ไว้ระดับเดิม เนื่องจากคาดว่าจะมีการชำระคืนหนี้ในกลุ่มสินเชื่อภาครัฐ

ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses) ปรับตัวลดลงตามคาด 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังผ่านพ้นช่วงฤดูกาล โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-income ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 38.9% จาก 41.1% ในไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปี 2569 ที่ประเมินไว้ระดับ 41.7% เนื่องจากคาดว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

สำหรับภาพรวมคุณภาพสินทรัพย์เป็นไปตามคาด แม้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Gross NPLs) จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (แต่ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) แต่การขยายตัวของสินเชื่ออย่างมีนัยสำคัญในงวดนี้ ส่งผลให้อัตราส่วน NPL ลดลงตามคาดมาอยู่ที่ 3.37% จาก 3.43% ณ สิ้นปี 2568 ขณะที่สินเชื่อ Stage 2 ลดลงมาอยู่ที่ 7.30% จาก 7.65% ณ สิ้นปี 2568 ด้านต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Costs) อยู่ที่ 1.14% ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามคาดจากระดับ 1.07% ในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยธนาคารชี้แจงว่าเป็นการตั้งสำรองอย่างเข้มงวดภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน (Management Overlay) ซึ่งถือเป็นกรอบบนของเป้าหมายปี 2569 ที่ 0.75-1.15% และสูงกว่าคาดการณ์ทั้งปี 2569 ของฝ่ายวิจัยที่ระดับ 0.90%

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการและคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยเลือก KTB เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ควบคู่กับธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL จากความคาดหวังอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ระดับสูงสุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ พร้อมประเมินราคาเป้าหมายที่ 36.40 บาทต่อหุ้น อิงวิธี GGM ที่ PBV ระดับ 1.05 เท่า (LT-ROE 10% และ COE 9.6%) นอกจากนี้ยังคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับที่น่าจูงใจเฉลี่ย 6-7% ต่อปี

Back to top button