BCPG วิ่งต่อ 4% ลุ้นกำไร Q1 กระฉูด 3 เท่าตัว บุ๊กโรงไฟฟ้าสหรัฐ-ลาวหนุน เคาะเป้า 9.20 บ.

BCPG บวกต่อ 4% โบรกคาดโชว์กำไรไตรมาส 1/69 แตะ 673 ล้านบาท พุ่งกระฉูด 341% รับแรงหนุนโรงไฟฟ้า CCGT ในสหรัฐฯ และวินด์ฟาร์มลาว พร้อมประเมินกำไรโตแกร่งต่อเนื่อง แนะซื้อเป้า 9.20 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ณ เวลา 10:59 น. อยู่ที่ระดับ 6.95 บาท บวก 0.25 บาท หรือ 3.73% สูงสุดที่ระดับ 6.95 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 6.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 40.23 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSSIA เปิดเผยบทวิเคราะห์ คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG โดยประเมินว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 673 ล้านบาท ซึ่งชะลอตัวลง 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 341% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 29% ของประมาณการกำไรทั้งปี

ปัจจัยที่ทำให้กำไรชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาจากรายได้ของโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศลาว (Monsoon) ที่ลดลงตามปริมาณลมที่ชะลอตัวตามฤดูกาล แม้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (CCGT) ในสหรัฐอเมริกาจะมีการกลับมาเดินเครื่องตามปกติ หลังจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 2 แห่งหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาส 4 ปี 2568 แต่ก็ไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้รับแรงหนุนสำคัญจากกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของโรงไฟฟ้า CCGT ในสหรัฐฯ จากการปรับเพิ่มค่าความพร้อมจ่าย (PJM capacity prices) ในระดับที่สูงขึ้นมาก เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ใกล้เคียงโรงไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก ประกอบกับเริ่มรับรู้กำไรจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาวตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ บริษัทยังมีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจากยอดหนี้ที่ลดลงหลังจากการชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด รวมถึงมีการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 90 ล้านบาท และรับรู้ผลขาดทุนจากการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedging) 28 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่ากำไรสุทธิจะทรงตัวหรือชะลอตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากเป็นช่วงนอกฤดูกาล (Low season) ของโรงไฟฟ้าพลังงานลม แต่จะยังคงเติบโตสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยบวกจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 260 เมกะวัตต์ในลาวที่เริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ตั้งแต่กลางปี 2568 เป็นต้นมา ผนวกกับอานิสงส์จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้ารอบใหม่ ทั้งนี้ หากมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในไทยจะมีผลกระทบต่อผลประกอบการเพียงเล็กน้อย เนื่องจากโรงไฟฟ้ากว่า 90% อยู่ในต่างประเทศ โดยฝ่ายวิจัยยังคงคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิในช่วงปี 2569-2571 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ระดับ 28%

นอกจากนี้ BCPG ได้ตั้งเป้าหมายกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในปี 2569 จะเติบโต 18.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นของโรงไฟฟ้า CCGT ในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากราคาค่าความพร้อมจ่ายของตลาด PJM ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 389 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในการประมูลปี 2569-2570 จากระดับ 270 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวันในเดือนมิถุนายน 2568 เพื่อสะท้อนความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมกันนี้ยังจะได้รับปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากการรับรู้รายได้เต็มปีของโรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งใหม่ในลาว และการเริ่ม COD ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ในไต้หวัน ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงและเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมประเมินราคาเป้าหมายที่ 9.20 บาทต่อหุ้น โดยประเมินว่าความเสี่ยงด้านขาลงของราคาหุ้นอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากมูลค่าหุ้นมีความน่าสนใจ โดยปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/E ต่ำกว่า -2SD ขณะที่คาดการณ์กำไรหลักจะสามารถเติบโตได้ถึง 69% และ 14.5% ในช่วงปี 2569-2570 ตามลำดับ

Back to top button