“Perfect storm” ถล่มอินโดนีเซีย เมื่อนโยบายปะทะตลาด เสถียรภาพทศวรรษพังในพริบตา
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ระบุ อินโดนีเซียเผชิญ “Perfect Storm” เศรษฐกิจ ค่าเงินอ่อน หุ้นร่วง ดอกเบี้ยขึ้น และเสี่ยงถูกหั่นเครดิต ชี้ปัจจัยนโยบายและโครงสร้างกดดัน พร้อมเตือนบทเรียนถึงความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อ้างอิงข้อมูลจาก ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ซึ่งโพสต์ในเฟสบุ๊ค ระบุถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคว่า ในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา อินโดนีเซียกำลังเผชิญสัญญาณเตือนด้านเศรษฐกิจในลักษณะ “Perfect Storm” หรือพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ ซึ่งสะท้อนความผันผวนรุนแรงของทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน และนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศ
โดยระบุว่า ค่าเงินรูเปียะอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงแตะระดับอ่อนค่าสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (JCI) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ และในบางช่วงลดลงรายเดือนในระดับสองหลัก รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) สู่ระดับ 5.25% เพื่อรับมือแรงกดดันด้านเงินทุนไหลออกและเสถียรภาพค่าเงิน ขณะเดียวกันยังมีรายงานการปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกสู่ “แนวโน้มเชิงลบ” (Negative Outlook)
ทั้งนี้ ยังกล่าวว่าถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เป็นแรงกดดันสำคัญ อาทิ ภาระการอุดหนุนพลังงานและนโยบายประชานิยม รวมถึงข้อจำกัดเชิงนโยบายภายใต้กรอบ “Impossible Trinity” หรือ Policy Trilemma ที่ทำให้ธนาคารกลางต้องเผชิญข้อแลกเปลี่ยนระหว่างเสถียรภาพค่าเงิน การเปิดเสรีเงินทุน และการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการจัดตั้งหน่วยงานรัฐใหม่ “Danantara” ที่ถูกมองว่าเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ขณะเดียวกัน ยังมีการประเมินว่า แม้อินโดนีเซียยังได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภท แต่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายและดุลบัญชีเดินสะพัดที่เปราะบางทำให้ต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้น โดยบทวิเคราะห์ดังกล่าวยังได้เปรียบเทียบเชิงบทเรียนมายังประเทศไทย โดยระบุว่า แม้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังมีเสถียรภาพมากกว่า แต่ยังจำเป็นต้องติดตามความเสี่ยงด้านวินัยการคลัง ความน่าเชื่อถือของนโยบาย และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วหากขาดความระมัดระวังในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

