KTB มองกรอบเงินบาท 32.00-33.00 บ. จับตาส่งออกไทย-ผลประชุมเฟด

KTB ประเมินเงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าทดสอบ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ หลังแรงกดดันจากการคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ ลดลง ขณะที่ตลาดจับตาตัวเลขส่งออก-นำเข้าไทยเดือนพฤษภาคม และผลประชุม FOMC ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้ตลาดการเงินไทยยังคงจับตาการรายงานตัวเลขการส่งออกและนำเข้าของไทยประจำเดือนพฤษภาคม ซึ่งคาดว่าจะยังได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าของไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการลงทุนในโครงการ Data Center ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยอาจยังคงอยู่ในภาวะขาดดุลต่อเนื่อง

สำหรับทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ ประเมินว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมองว่าแรงกดดันต่อการอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มลดลง หลังตลาดปรับลดความคาดหวังต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ภายหลังการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ รวมถึงกระแสข่าวความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ปัจจัยดังกล่าวเปิดโอกาสให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบแนวรับบริเวณ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจแข็งค่าต่อไปสู่ระดับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ หากตลาดตอบรับเชิงบวกต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัด เนื่องจากนักลงทุนยังรอติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) รวมถึงการประชุมของธนาคารกลางสำคัญอื่น ได้แก่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)

ขณะเดียวกัน แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นจากข่าวความคืบหน้าด้านสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ปัจจัยดังกล่าวอาจไม่ได้ช่วยหนุนเงินบาทมากนัก และอาจกลับมากดดันค่าเงินบาทได้ หากนักลงทุนทยอยเข้าซื้อทองคำเพิ่มเติม หลังจากก่อนหน้านี้ได้ลดสถานะการถือครองทองคำลงไปพอสมควรในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลง

นายพูน กล่าวว่า ค่าเงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยทั้งด้านบวกและด้านลบ (Two-Way Risk) โดยทิศทางจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หรือไม่มีการลงนามข้อตกลงสันติภาพอย่างเป็นทางการ รวมถึงกรณีที่ตลาดกลับมาเชื่อว่า FED ยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าทดสอบแนวต้านบริเวณ 32.85-33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้

ทั้งนี้ ท่ามกลางความผันผวนที่ยังอยู่ในระดับสูง ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น

ในมุมมองทางเทคนิค เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า ตามกลยุทธ์ Trend-Following และจะยังไม่เปลี่ยนทิศทางจนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ส่งผลให้ในระยะสั้นเงินบาทยังมีโอกาสแกว่งตัวในกรอบกว้าง หรืออ่อนค่าลงได้บางส่วน ส่วนทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าอาจทยอยอ่อนค่าลงจากความคาดหวังต่อการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากนักลงทุนยังรอติดตามผลการประชุม FOMC ของ FED และสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอน จนกว่าจะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพอย่างเป็นทางการ

Back to top button