BBIK ปิดเช้าเด้ง 7% โบรกอัพเป้า 123 บาท หลังงบ 9 เดือนกำไรโตเท่าตัว

BBIK ปิดเช้าเด้ง 7% โบรกอัพเป้า 123 บาท คาดว่ากำไร Q4/66 เติบโตแข็งแกร่ง เพิ่มขึ้น 107% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน หลังผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2566 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิแตะ 217 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 พ.ย. 66) ราคาหุ้น บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ปิดตลาดภาคเช้าอยู่ที่ระดับ 99.75 บาท บวก 6.50 บาท หรือ 6.97% สูงสุดที่ระดับ 100.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 96.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 63.37 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ (13 พ.ย. 66) ปรับคำแนะนำจากถือ เป็น “ซื้อ” BBIK เนื่องจากคาดว่ากาไรหลักเติบโตแข็งแกร่งที่ 38% ในปี 2567 และอัตราส่วน PEG ต่ำที่สุด (0.9 เท่า) ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี เพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 123 บาท จาก 119 บาท หลังจากปรับไปใช้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 67 โดย BBIK รายงานกำไรหลักเติบโตแข็งแกร่งตามคาดในไตรมาส 3/66 เพิ่ม 108% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน และคาดว่ากำไรจะเดินหน้าเติบโตแข็งแกร่งต่อในไตรมาส 4/66 เพิ่มขึ้น 107% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน, เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน จากการรับรู้รายได้จากโครงการขนาดใหญ่ในต่างประเทศและประเทศไทย

ขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2566 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิแตะ 217 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่รายได้สูงถึง 941 ล้านบาท โต 122% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริการหลักและแผนยุทธศาสตร์สร้าง Synergy ระหว่างบริษัทในเครือให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่หนุนให้กำไรในไตรมาส 3 ปี 2566 ปรับตัวสูงเป็นประวัติการณ์ สวนทางกับทิศทางเศรษฐกิจชะลอตัว

ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3/66 กำไรสุทธิของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ที่ 80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูงที่ 53% การควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง 4% และสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับรายได้ประจำงวดอยู่ที่ 335 ล้านบาท และยังมีงานต่างประเทศที่รอรับรู้รายได้จากไตรมาส 3 ไปไตรมาส 4 อีกด้วย สำหรับมูลค่างาน Backlog (ณ สิ้นเดือนกันยายน 2566) อยู่ที่ 805 ล้านบาท แบ่งออกเป็นส่วนของบลูบิค 692 ล้านบาท และบริษัทร่วมทุน 113 ล้านบาท โดยเตรียมรับรู้รายได้ในไตรมาส 4 นี้จากส่วนของบลูบิคมากกว่า 291 ล้านบาท และบริษัทร่วมทุนอีก 113 ล้านบาท และที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2567 – 2571

ด้านนายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BBIK เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาของปี 2566 ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก จากปัจจัยลบที่ทวี    ความรุนแรงตั้งแต่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) และการลงทุน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่บลูบิคยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างมีเสถียรภาพตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา  และเชื่อมั่นว่าแนวโน้มไตรมาส 4 ยังดีต่อเนื่องจากกลุ่มบริการหลักทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรที่แข็งแกร่งจากบริษัทร่วมทุน ที่จะหนุนให้ผลประกอบการทั้งปี 2566 โตเกินเป้า 120% ที่เคยวางไว้

“ความต้องการลงทุนด้านเทคโนโลยีของภาคธุรกิจยังคงมีอย่างต่อเนื่อง เพราะองค์กรจำเป็นต้องรักษา ขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนการดำเนินงาน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเห็นโอกาสสร้างความแข็งแกร่งให้กับรายได้จากศักยภาพและความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ ด้วยแผนที่อาจเพิ่มผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ในอนาคต เพื่อตอบโจทย์การทำธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล อาทิ White Label Platform บริการด้าน ERP Implementation  และบริการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่การป้องกันจนถึงการรับมือกับเหตุการณ์ภัยคุกคาม เป็นต้น” นายพชร กล่าว

บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าผลประกอบการของบลูบิคยังคงสดใสต่อเนื่องในปี 2567 เป็นผลจากจุดแข็งด้านบริการครบวงจร  ที่ครอบคลุมความต้องการของภาคธุรกิจที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และการรุกขยายตลาดที่มีศักยภาพในต่างประเทศ  อย่างอุตสาหกรรมการเงินของประเทศเวียดนาม ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตจากดิจิทัลดิสรัปชัน รวมถึงประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่มีความตื่นตัวด้านการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน โดยบริการหลักที่พร้อมตอบโจทย์ตลาดเหล่านี้ ได้แก่ บริการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery) บริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting) และบริการด้านความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์ (Cybersecurity)

นอกจากนี้ บริษัทฯ เปิดเผยว่ายังมีปัจจัยบวกอื่น ๆ ที่จะเสริมแกร่งให้การเติบโตในปี 2567 เป็นไปตามแผน ได้แก่ สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเต็มปีของบริษัท บลูบิค ไททันส์ จำกัด ที่ได้รับอนุมัติในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา และสิทธิประโยชน์ด้านภาษีของบริษัท วัลแคน เดลิเวอรี่ จำกัด (VDD) ที่คาดว่าจะเพิ่มเติมเข้ามาในไตรมาส 4 ผนวกกับการเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบของสองบริษัทร่วมทุน ซึ่งประกอบด้วย บริษัท ซอส สกิลส์ จำกัด (Sauce Skills) ธุรกิจด้าน Corporate Training ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง และบริษัท อีโคเอ็กซ์ จำกัด (EcoX) ธุรกิจด้านเทคโนโลยีและ Green Tech ที่เตรียมเดินหน้าเต็มสูบในปีหน้า

Back to top button