OR เด้ง 4% ขานรับกำไรปี 68 โต 48% พ่วงปันผล 0.30 บ. โบรกอัพเป้าใหม่ 18 บาท

OR เด้งกลับ 4% ตอบรับงบปี 68 กำไรสุทธิ 11,304 ล้านบาท โต 47.8% จากปีก่อน ด้วยการบริหารต้นทุนหนุน EBITDA เพิ่ม พร้อมจ่ายปันผล 0.30 บาท ขึ้น XD 23 ก.พ. 69 โบรกฯ คงคำแนะนำ “ซื้อ” อัพเป้าใหม่ 18 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 ก.พ. 69) ราคาหุ้น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)หรือ OR  ณ เวลา 10:09 น. อยู่ที่ระดับ 14.40 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 3.60% สูงสุดที่ระดับ 14.40 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 14.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 269.63 ล้านบาท

สำหรับราคาหุ้นของ บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก ปรับตัวขึ้นตอบรับผลการดำเนินการปี 68 มีกำไรสุทธิ 11,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,654 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 47.8% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.94 บาท

ด้านมล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR กล่าวว่า ในปี 68 มีรายได้ขายและบริการ 658,723 ล้านบาท ลดลง 65,235 ล้านบาท หรือลดลง 9.0% จากปี 67 ตามทิศทางการปรับลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับ ปริมาณจำหน่ายลดลง

อย่างไรก็ตาม OR สามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มี EBITDA จำนวน 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15.2% จากปีก่อนหน้า โดยการเติบโตดังกล่าวมาจากผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจ Mobility จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล

ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นจากธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Cafe Amazon ซึ่งยังคงได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพจากการยุติธุรกิจที่ผลประกอบการไม่เป็นไปตามแผนในปี 67

สำหรับไตรมาส 4/68 OR มีรายได้จากการขายและบริการจำนวน 155,535 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% จากไตรมาสก่อนหน้า ตามปัจจัยฤดูกาล โดยกลุ่มธุรกิจ Mobility มีรายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปริมาณจำหน่ายที่ขยายตัว โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีรายได้เพิ่มขึ้นจากทั้งธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ ส่วนกลุ่มธุรกิจ Global มีรายได้ปรับลดลงจากปริมาณจำหน่ายที่ชะลอตัวในบางประเทศ ทั้งนี้ ในไตรมาสดังกล่าว OR มี EBITDA จำนวน 4,443 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,078 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า จาก ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ปรับเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญจากกำไรสะสม ในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 และกำหนดวันที่จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 เมษายน 2569

ด้านบล.ดาโอ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า OR รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 2.1 พันล้านบาท (ลดลง 31% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน, และลดลง 21% จากไตรมาสก่อน) ดีกว่าเราคาดและตลาดคาด 14% และ 12% ตามลำดับ จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตร (GP/litre) ที่สูงกว่าคาด โดยบริษัทมีผลการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้

ธุรกิจ Mobility เห็นปริมาณขายน้ำมันในประเทศที่ฟื้นตัวขึ้นจากไตรมาสก่อน ขณะที่ GP/litre ทรงตัวในระดับสูงจากไตรมาสก่อน ส่วนธุรกิจ Lifestyle รายงาน EBITDA ที่อ่อนตัวจากไตรมาสก่อน ตามค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขายที่สูงขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล

ธุรกิจ Global รายงาน EBITDA ติดลบ สาเหตุหลักจากปริมาณขายน้ำมันรวมในกัมพูชาและฟิลิปปินส์ที่ลดลงแรง ขณะที่ GP/litre ลดลงในทุกตลาด นอกจากนี้ บริษัทรายงานการตั้งสำรองด้อยค่าสินทรัพย์ (loss on impairment of assets) ของการลงทุนในบริษัทร่วมในไตรมาสนี้ด้วย

ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่าบริษัทจะเห็นปริมาณขายน้ำมันในประเทศที่สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนในไตรมาส 1/2569 โดยได้แรงหนุนจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้ง ขณะที่คาดว่า GP/litre จะทรงตัวในระดับสูงได้ จากแรงกดดันที่ลดลง เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (oil fuel fund) มีสถานะที่แข็งแกร่งขึ้น

โดยปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 69 ขึ้น 8% เป็น 1.17 หมื่นล้านบาท เทียบกับ 1.13 หมื่นล้านบาทในปี 68 หลัก ๆ เพื่อสะท้อนสมมติฐาน GP/litre ที่สูงขึ้น ชดเชยปริมาณขายน้ำมันในต่างประเทศที่อ่อนตัว ขณะที่เราประเมินกำไรสุทธิจะเติบโตอีก 5% ในปี 2570 หนุนโดยปริมาณขายน้ำมันที่เติบโต

ดังนั้นคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 18.00 บาท (เดิม 16.00 บาท) อิง 2026E PER ที่ 18.5 เท่า (ประมาณ -1.0SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 5 ปี)

ทั้งนี้ OR ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 ที่ 0.30 บาทต่อหุ้น (สะท้อนอัตราผลตอบแทน 2.2%) ขึ้น XD วันที่ 23 ก.พ. 2569

Back to top button