
TTB วิ่ง 3% หลังขยายวงเงิน “ซื้อหุ้นคืน” แตะ 3.5 หมื่นล้าน พ่วงปันผลสูง
TTB บวก 3% รับข่าวบอร์ดไฟเขียวขยายกรอบซื้อหุ้นคืนแตะ 3.5 หมื่นล้านบาท หนุนแผนบริหารทุนเชิงรุก ดัน ROE ปี 69 แตะ 8.17% พร้อมประกาศปันผลงวดครึ่งหลังปี 69 ที่ 0.068–0.071 บาทต่อหุ้น คาดยีลด์ทั้งปีสูง 6.4–6.5%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 ก.พ.69) ราคาหุ้น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ณ เวลา 10:14 น. อยู่ที่ระดับ 2.16 บาท บวก 0.06 บาท หรือ 2.86% สูงสุดที่ระดับ 2.18 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 2.14 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 486.93 ล้านบาท
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ถือ” หุ้น TTB ที่ราคาเป้าหมาย 2.05 บาท โดยประเมินว่าการประกาศจ่ายเงินปันผลล่าสุดอยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้ประกาศขยายระยะเวลาโครงการซื้อหุ้นคืนออกเป็น 4 ปี (จากเดิม 3 ปี) พร้อมเพิ่มวงเงินลงทุนเป็น 3.50 หมื่นล้านบาท ซึ่งมองว่าเป็นปัจจัยบวก (Sentiment) ต่อราคาหุ้น โดยปัจจุบันทางฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการกำไรและคำแนะนำการลงทุนใหม่
สำหรับการประกาศจ่ายเงินปันผลในงวดครึ่งหลังของปี 2025 (2H25) ธนาคารกำหนดช่วงราคาไว้ที่ 0.068-0.071 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ที่ 60% ของกำไรสุทธิ คำนวณจากฐานจำนวนหุ้นที่จ่ายปันผลระหว่าง 86,957 ถึง 91,787.93 ล้านหุ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่ซื้อคืนเพิ่มจนถึงก่อนวันที่ 23 มีนาคม 2027 เนื่องจากจำนวนหุ้นซื้อคืนยังไม่คงที่ ทั้งนี้ TTB ได้ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนปีที่ 2 ในช่วงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 ถึง 19 สิงหาคม 2026 แต่จะมีกำหนดหยุดพักการซื้อคืนชั่วคราวในช่วงวันที่ 23 มีนาคม ถึง 27 เมษายน 2026 โดยกำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 27 เมษายน 2026 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 20 พฤษภาคม 2026
ทั้งนี้ เมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลที่ TTB ได้จ่ายไปแล้ว 0.066 บาทต่อหุ้น จะส่งผลให้เงินปันผลรวมทั้งปี 2025 อยู่ที่ 0.134-0.137 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Payout Ratio บนกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่หักหุ้นซื้อคืนแล้วประมาณ 61.6%-62.98% ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 60.2% ในปี 2024 และใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ที่ 0.136 บาทต่อหุ้น (คิดเป็น Payout Ratio บน EPS ที่หักหุ้นซื้อคืนแล้วเท่ากับ 62.5%) โดยให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยทั้งปีที่ 6.4-6.5% ต่อปี หรือคิดเป็น 3.2-3.4% สำหรับงวดครึ่งปี
พร้อมกันนี้ TTB ได้ประกาศปรับแผนการซื้อหุ้นคืนจากเดิมที่กำหนดไว้ 3 ปี (ปี 2025-2027) ขยายเป็น 4 ปี คือปี 2025-2028 โดยเพิ่มวงเงินสำหรับซื้อหุ้นคืนเป็น 3.50 หมื่นล้านบาท จากเดิม 2.10 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการกระจายเม็ดเงินลงทุนใน 3 ปีแรกที่ 5.1 พันล้านบาท, 8.9 พันล้านบาท และ 7 พันล้านบาท ตามลำดับ และในปี 2571 จะมีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นอีก 1.4 หมื่นล้านบาท (หากไม่มีการปรับแผนเดิม) ส่งผลให้สัดส่วนจำนวนหุ้นซื้อคืนเพิ่มขึ้นจากเดิม 10% ของหุ้นที่เรียกชำระแล้ว เป็น 18% โดยปัจจุบัน (นับตั้งแต่ปี 2568) ได้ดำเนินการซื้อหุ้นคืนไปแล้ว 5.93% คิดเป็นมูลค่าราว 1.14 หมื่นล้านบาท
โดยทางฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นสำหรับ TTB เนื่องจากคาดการณ์ว่าธุรกิจหลักอย่างสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะยังไม่กลับมาเติบโตในเชิงรุก อีกทั้งผลการดำเนินงานในปี 2027 คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการกลับมาจ่ายภาษีเงินได้ ดังนั้น การบริหารจัดการผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วยการจ่ายเงินปันผลในระดับที่สูงขึ้น จึงถือเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นสำหรับธนาคารในขณะนี้
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ระบุว่า TTB ได้มีการประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 โดยกำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 9,614 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนไม่เกิน 4,831 ล้านหุ้น หรือไม่เกิน 4.95% ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นราคาเฉลี่ยประมาณ 1.99 บาทต่อหุ้น โดยจะดำเนินการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 19 สิงหาคม 2569
นอกเหนือจากการประกาศโครงการครั้งที่ 3 แล้ว TTB ยังได้ขยายวงเงินโครงการซื้อหุ้นคืนรวมเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 3.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 18% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2.1 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งขยายระยะเวลาของโครงการซื้อหุ้นคืนออกไปเป็นระหว่างปี 2568-2571 จากเดิมที่สิ้นสุดในปี 2570
พร้อมกันนี้ TTB ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งหลังของปี 2568 (2H25) ในอัตรา 0.068-0.071 บาทต่อหุ้น โดยอัตราที่แน่นอนจะขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่ซื้อคืนระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 23 มีนาคม 2569 คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ที่ 60% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการเดิมของฝ่ายวิจัยเล็กน้อยที่คาดไว้ระดับ 0.074 บาทต่อหุ้น
ทั้งนี้ ในมุมมองปัจจัยพื้นฐาน ฝ่ายวิจัยประเมินว่าโครงการซื้อหุ้นคืนรอบนี้ ซึ่งคิดเป็นราคาเฉลี่ยที่ 1.99 บาทต่อหุ้น (ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของโครงการรอบก่อนหน้าที่ 2.03 บาทต่อหุ้น) จะมีส่วนช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง (Downside) ของราคาหุ้น TTB ได้ อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายวิจัยประเมินแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2569 ของ TTB ว่าจะถูกกดดันจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่อ่อนตัวลง และในปี 2570 จะได้รับแรงกดดันจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ลดลง ดังนั้น จึงมองเป็นโอกาสในการหาจังหวะขายทำกำไร


