TOP วิ่งแรง 6% โบรกอัพคำแนะนำ “ซื้อ” เป้า 50 บาท ชี้ค่าการกลั่นพุ่ง ดันกำไร Q1 โตเด่น

TOP บวกเกือบ 6% รับอานิสงส์ตะวันออกกลางคลายตัว ด้าน บล.กสิกรไทย และ บล.ดาโอ ประสานเสียงเชียร์ซื้อ ชี้ค่าการกลั่นพุ่ง-บริหารซัพพลายน้ำมันเยี่ยม ดันกำไรไตรมาส 1/69 โตเด่น เคาะเป้าสูงสุด 53.80 บ.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 มี.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ณ เวลา 10:19 น. อยู่ที่ระดับ 47 บาท บวก 2.50 บาท หรือ 5.62% สูงสุดที่ระดับ 47.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 45.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 512.73 ล้านบาท

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมินราคาพื้นฐานของหุ้น TOP ไว้ที่ 53.80 บาท โดยได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นโมเมนตัมเชิงบวกต่อ TOP ที่มีความเสี่ยงต่อประเด็นวัตถุดิบ (Feedstock) ขาดแคลน ผสานกับทิศทางในช่วงไตรมาส 1/2569 พบว่าค่าการกลั่นสิงคโปร์ (Singapore GRM) ที่รายงานจากบิซนิวส์ (Biznews) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และส่วนต่างราคาอะโรเมติกส์พื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น 10-13% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อทิศทางกำไรในช่วงไตรมาส 1/2569

ขณะที่ในด้านมูลค่า (Valuation) ปัจจุบัน TOP ซื้อขายอยู่ที่ระดับ 0.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (PBV) ปี 2569 โดยมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ 5.4% ซึ่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทในภูมิภาคที่ระดับ 1.04 เท่า (ROE 9%) อีกทั้งเมื่อโครงการพลังงานสะอาด (CFP) แล้วเสร็จ ตัวคูณมูลค่าหุ้นอาจถูกปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ ROE ที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำสำหรับหุ้น TOP ขึ้นเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” พร้อมประเมินราคาเป้าหมายที่ 50.00 บาท โดยคาดการณ์กำไรจะแข็งแกร่งในไตรมาส 1/2569 และประเมินว่าความเสี่ยงด้านการจัดหาอุปทานน้ำมันดิบ (Crude supply risk) ได้ลดลงแล้วในไตรมาส 2/2569

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มธุรกิจของ TOP จากแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบ (Crack spread) ที่ทรงตัวในระดับสูงภายหลังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ขณะเดียวกันเชื่อว่าบริษัทสามารถที่จะลดความเสี่ยงด้านการจัดหาน้ำมันดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีปัจจัยสนับสนุน 3 ประการ ได้แก่ 1. คาดว่าบริษัทจะได้ประโยชน์จากแนวโน้ม Crack spread ที่ทรงตัวในระดับสูง

โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์กึ่งหนักกึ่งเบา (Middle distillates) จากภาวะอุปทานขัดข้อง (Supply shortage) หลังเกิดสงครามระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน 2. ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูง ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า TOP จะสามารถบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock gain net of NRV) ได้ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งน่าจะมากพอที่จะชดเชยผลขาดทุนที่เป็นไปได้จากเครื่องมือทางการเงิน (Hedging loss) และ 3. เชื่อว่าความเสี่ยงจากการจัดหาน้ำมันดิบลดลงแล้ว โดยประเมินว่าบริษัทได้ทำการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นเพื่อทดแทนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้อย่างเพียงพอ และคาดว่าจะสามารถรักษาอัตราการใช้กำลังการกลั่น (Refinery run rate) ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บล.ดาโอ ยังคงประมาณการกำไรปกติของ TOP ในปี 2569 และปี 2570 ไว้ที่ระดับ 9.3 พันล้านบาท และ 10.3 พันล้านบาท ตามลำดับ เมื่อเทียบกับระดับ 4.9 พันล้านบาทในปี 2568 โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ ได้แก่ 1. อัตราการใช้กำลังการกลั่นที่สูงขึ้น 2. ค่าการกลั่นตลาด (Market GRM) ที่ดีขึ้น และ 3. ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมา 17% นับตั้งแต่เกิดสงคราม ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าราคาหุ้นได้สะท้อนความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันดิบไปมากแล้ว จึงปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายเดิม 50.00 บาท อิงค่า PBV ปี 2569 ที่ระดับ 0.63 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV ย้อนหลัง 5 ปีที่ระดับ -0.8SD

Back to top button