
KTC บวก 3% ขานรับกำไร Q1 โต 17% โบรกเชียร์ “ซื้อ” เป้าสูงสุด 39 บาท
KTC ปรับตัวขึ้น 3% หลังรายงานกำไรไตรมาส 1/2569 เติบโตแกร่ง 17% จากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและการตั้งสำรอง รวมถึงต้นทุนดอกเบี้ยลดลง ขณะที่โบรกยังคงมุมมองเชิงบวก พร้อมแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ 39 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 เม.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ณ เวลา 10:17 น. อยู่ที่ระดับ 30 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 2.56% ราคาสูงสุด 30 บาท ราคาต่ำสุด 29.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 303.90 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า KTC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเพิ่มขึ้น 16.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4.6% จากไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ การเติบโตของกำไรเมื่อเทียบรายปี มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและการตั้งสำรองที่ลดลง ขณะที่การเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบรายไตรมาส เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยที่ขยายตัว รวมถึงต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง
การเติบโตของสินเชื่อในไตรมาส 1/2569 แม้จะขยายตัวเพียง 0.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีที่บริษัทตั้งไว้ราว 1-2% แต่เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรม ณ ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า KTC ยังคงมีทิศทางที่โดดเด่นกว่าอุตสาหกรรม โดยสินเชื่อบัตรเครดิตของบริษัทเติบโต 0.4% ขณะที่อุตสาหกรรมหดตัว 2.4% ส่วนยอดใช้จ่ายผ่านบัตรของ KTC เพิ่มขึ้น 0.4% สวนทางกับอุตสาหกรรมที่ลดลง 2.5%
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปี 2569 บล.ฟิลลิป ยังคงประมาณการกำไรสุทธิของ KTC ไว้ที่ 8.1 พันล้านบาท เติบโต 3.5% จากปีก่อน และยังคงแนะนำ “ซื้อ” พร้อมคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 40 บาท โดยมองว่ายังมีอัพไซด์จากราคาปัจจุบันในระดับที่น่าสนใจ นอกจากนี้ ยังประเมินว่า KTC จะจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2569 ที่ 1.84 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 6.3% ขณะที่เงินปันผลสำหรับปี 2568 ได้ขึ้นเครื่องหมาย XD ไปแล้ว
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า KTC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2.17 พันล้านบาท สูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดราว 9% จากค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ต่ำกว่าประมาณการ ขณะที่ผลประกอบการโดยรวมใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้
โดยกำไรสุทธิดังกล่าวเพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจาก 3 ด้าน ได้แก่ 1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 13.3% จาก 13.1% ในไตรมาส 4/2568 อันเป็นผลจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 2) รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่ปรับตัวดีขึ้น และ 3) ค่าใช้จ่ายสำรอง ECL ลดลง 13% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากการตัดจำหน่ายหนี้สูญที่ลดลง
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยระบุว่า สินเชื่อรวมของ KTC ในไตรมาส 1/2569 ลดลง 3.4% จากไตรมาสก่อน และลดลง 3.4% นับจากต้นปี สาเหตุหลักมาจากพอร์ตสินเชื่อบัตรเครดิตที่ชะลอตัวตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Gross NPL) จะเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้เสีย (NPL Ratio) อยู่ที่ 1.93% เพิ่มขึ้นจาก 1.79% ในไตรมาส 4/2568 แต่พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นพอร์ตหลักของบริษัท ยังมีคุณภาพแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ KSS ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2571 ขึ้นเฉลี่ยปีละ 4% มาอยู่ที่ 8,196 ล้านบาท, 8,435 ล้านบาท และ 8,665 ล้านบาท ตามลำดับ จากการปรับลดสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรอง หลังประเมินว่าคุณภาพสินทรัพย์ของ KTC ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และมีระดับเงินสำรองเพียงพอรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ โดยปรับลด Credit Cost ลงเหลือ 520 เบสิสพอยต์ จากเดิม 560 เบสิสพอยต์
พร้อมกันนี้ ฝ่ายวิจัยได้ปรับราคาเป้าหมายปี 2569 ของ KTC ขึ้นเป็น 39 บาท และยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” รวมถึงคงสถานะเป็น Top Pick ในกลุ่ม Consumer Finance เนื่องจากมองว่า KTC มีจุดเด่นด้านฐานะการเงิน โดยเฉพาะอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) ที่ยังอยู่ในระดับสูงราว 400% อีกทั้งกำไรสุทธิปี 2569 มีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจากปี 2568 ขณะเดียวกัน บริษัทยังอยู่ระหว่างดำเนินการขยายสู่ธุรกิจนายหน้าประกัน ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยต่อยอดรายได้ในอนาคต
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า KTC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยการเติบโตในเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ขยายตัว การตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลง และรายได้อื่นที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การเติบโตเทียบไตรมาสก่อนหน้าได้รับแรงหนุนจากค่าใช้จ่ายภาษีที่ลดลง
อีกทั้งสินเชื่อรวมในไตรมาส 1/2569 ปรับลดลง 3.4% จากไตรมาสก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากสินเชื่อบัตรเครดิตที่ลดลง 4.6% และสินเชื่อบุคคลที่ลดลงเล็กน้อย 0.5% อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สินเชื่อรวมยังขยายตัวได้ 0.7% จากการเติบโตของสินเชื่อบุคคลเป็นหลัก
สำหรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 19.3% ลดลง 22 เบสิสพอยต์จากไตรมาสก่อน และลดลง 76 เบสิสพอยต์จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดลง แม้ต้นทุนทางการเงินจะยังปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องตามทิศทางวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ฝ่ายวิจัยมองว่างบดุลของ KTC ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แม้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จะเพิ่มขึ้นจากลูกหนี้ตามสัญญาเช่า ประกอบกับฐานสินเชื่อที่ลดลง ส่งผลให้อัตราส่วน NPL เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.9% ขณะที่อัตราส่วนการกันสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) ลดลงบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับสูงถึง 408% ส่วนสัดส่วนสินเชื่อ Stage 2 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 11%
KTC ยังคงเป้าหมายทางการเงินสำหรับปี 2569 โดยตั้งเป้ากำไรสุทธิสูงกว่าปี 2568 สินเชื่อรวมเติบโต 1-2% ควบคุมอัตราส่วน NPL ให้อยู่ต่ำกว่า 2% พร้อมตั้งเป้าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโต 5% และสินเชื่อบุคคลเติบโต 2%
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยประเมินว่า แม้ KTC จะมีโอกาสรักษาระดับ NPL ได้ตามเป้าหมาย แต่การเติบโตของสินเชื่ออาจต่ำกว่า 1% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มอ่อนแอกว่าปี 2568
จากผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ที่ดีกว่าคาดในด้านการตั้งสำรอง ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิของ KTC ในปี 2569-2570 ขึ้น 2-3% โดยปรับลดสมมติฐาน Credit Cost ลง 10 เบสิสพอยต์ เหลือ 5.4% ส่งผลให้คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 6% ในปี 2569 และ 4% ในปี 2570 โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่ลดลงตามทิศทางนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ KTC ยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.3 เท่า สะท้อนศักยภาพในการกู้ยืมเพิ่มเติมหากภาวะเศรษฐกิจเอื้ออำนวยต่อการขยายธุรกิจ และยังมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลจะอยู่ที่ประมาณ 6.4% ในปี 2569 และ 6.6% ในปี 2570
ดังนั้น ฝ่ายนักวิเคราะห์ปรับคำแนะนำหุ้น KTC ขึ้นเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 34 บาท จากเดิม 32 บาท สะท้อนแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ดีขึ้น โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานด้วยวิธี Gordon Growth Model ภายใต้สมมติฐาน ROE ที่ 17.5% และอัตราการเติบโตระยะยาวที่ 2% คิดเป็นระดับ 1.8 เท่าของ PBV ปี 2569 และ 10.6 เท่าของ PE ปี 2569

