FSSIA ชี้เกณฑ์ค่าฟีใหม่ ธปท. กระทบจำกัด “แบงก์-นอนแบงก์” ชู BBL-KTB-KTC เด่น

FSSIA ประเมินเกณฑ์การกำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมใหม่ของ ธปท. ส่งผลกระทบต่อกำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์เพียงเล็กน้อย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้ปรับโครงสร้างล่วงหน้าแล้ว พร้อมยก BBL, KTB และ KTC เป็นหุ้นเด่นที่แข็งแกร่งรับมือเศรษฐกิจท้าทายได้ดี


บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟ เอส เอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ FSSIA เปิดเผยว่า กรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะทยอยมีผลบังคับใช้ใน 3 ระยะ ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2569 โดยครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ (การเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิต) ธุรกรรมชำระเงิน การชำระบิล การโอนเงินแบบ Bulk Transfer บริการสินเชื่อ SME ค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยน และการโอนเงินผ่านระบบ BAHTNET

สำหรับวัตถุประสงค์หลักของ ธปท. ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานค่าธรรมเนียมให้เป็นแนวทางเดียวกันระหว่างสถาบันการเงิน (Fee Standardization) เพื่อลดภาระของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ SME มากกว่าการยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมด (Fee Waiver) โดยจากการประเมินเบื้องต้นของ ธปท. คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไม่เกิน 5 พันล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 1.5-2.0% ของกำไรสุทธิรวมทั้งระบบธนาคารที่อยู่ในระดับราว 2 แสนล้านบาทต่อปี

โดยจากการสอบถามไปยังธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง พบว่าผลกระทบต่อศักยภาพการทำกำไรอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากต่างจากมาตรการยกเลิกค่าธรรมเนียมธุรกรรมออนไลน์ในอดีตที่กระทบอย่างมีนัยสำคัญกว่ามาก นอกจากนี้ ธนาคารส่วนใหญ่ได้ทยอยปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับเกณฑ์ใหม่ล่วงหน้าระหว่างการหารือกับ ธปท. แล้ว

ประกอบกับรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมมีความสำคัญลดลงอย่างต่อเนื่อง และแทบไม่มีนัยสำคัญสำหรับบางธนาคาร เช่น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ที่ได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมธุรกรรมส่วนใหญ่ไปแล้วเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าใช้ช่องทางดิจิทัล ซึ่งช่วยลดต้นทุนการให้บริการ (Cost-to-serve) และเปิดโอกาสให้ธนาคารหันไปเน้นสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า เช่น แบงก์แอสชัวรันส์ (Bancassurance) การบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และธุรกรรมจัดการกองทุนรวม

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ประกอบการกลุ่ม Non-bank โดยเฉพาะ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC และ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุดจากการปรับลดเพดานค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิตจาก 3.0% ลงเหลือ 2.5% อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามผู้บริหารทั้ง 2 บริษัทพบว่าผลกระทบมีจำกัด โดย KTC ชี้แจงว่าได้เตรียมความพร้อมมาระยะหนึ่งแล้ว และนโยบายบริษัทมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้จ่ายผ่านบัตรมากกว่าการเบิกถอนเงินสด การลดเพดานดังกล่าวจึงแทบไม่มีผลกระทบต่อผลประกอบการ

ด้าน AEONTS มีมุมมองในทิศทางเดียวกัน แม้สัดส่วนสินเชื่อจากการเบิกถอนเงินสดจะค่อนข้างสูงถึง 30-40% ของลูกหนี้บัตรเครดิตรวม แต่บริษัทมีการเก็บค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดที่แท้จริงต่ำกว่าเพดานมาโดยตลอด ผ่านโปรโมชันคืนเงิน (Cashback) ราว 0.5-0.8% ให้แก่ลูกค้าที่ชำระยอดคงค้างเต็มจำนวนภายในกำหนด ส่งผลให้บริษัทรับรู้ค่าธรรมเนียมสุทธิจากการเบิกถอนเงินสดเฉลี่ยราว 2.2-2.5% ดังนั้น การปรับลดเพดานครั้งนี้จึงไม่กระทบกำไรของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ FSS ยังคงเลือก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL (ราคาเป้าหมาย 188 บาท) และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB (ราคาเป้าหมาย 36.40 บาท) เป็นหุ้นเด่น (Top Picks) ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากความสามารถในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายได้ดี และเลือก KTC (ราคาเป้าหมาย 36 บาท) เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม Non-bank

Back to top button