พาราสาวะถี

ความจริงที่บอกกล่าวกันมาตลอดถึง “พฤติกรรมย้อนแย้ง” ขององคาพยพเผด็จการ คสช.นั้นถูกพิสูจน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ล่าสุด คำพูดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มพฤติกรรมย้อนแย้งดังว่า ก็คนในรัฐบาลนี้ประกาศด้วยความมั่นอกมั่นใจเมื่อต้นปีว่า “คนจนจะหมดไป” แต่ตอนนี้ยอดคนจนเพิ่มขึ้นมาเป็น 3 ล้านคน และรัฐบาลเผด็จการก็โพนทะนาด้วยว่าเป็นความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจน


อรชุน

ความจริงที่บอกกล่าวกันมาตลอดถึง “พฤติกรรมย้อนแย้ง” ขององคาพยพเผด็จการ คสช.นั้นถูกพิสูจน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ล่าสุด คำพูดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มพฤติกรรมย้อนแย้งดังว่า ก็คนในรัฐบาลนี้ประกาศด้วยความมั่นอกมั่นใจเมื่อต้นปีว่า “คนจนจะหมดไป” แต่ตอนนี้ยอดคนจนเพิ่มขึ้นมาเป็น 3 ล้านคน และรัฐบาลเผด็จการก็โพนทะนาด้วยว่าเป็นความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจน

หรือเราต้องย้อนกลับไปฟังคำพูดดังกล่าวที่จะใช้วิธีอธิบายแบบศรีธนญชัย กล่าวคือ คนในรัฐบาลไม่ได้บอกว่าคนจนจะหมดไป แต่บอกว่าภายในปีนี้คนจนหมดประเทศ ก็คือจนจริง ๆ จนต้องรอรับการแจกจากรัฐบาลในช่วงใกล้เลือกตั้ง พร้อม ๆ กับข้อแก้ต่างแบบอย่างหนาว่าไม่ใช่การหาเสียง ยิ่งตัวท่านผู้นำยิ่งตัวดีกว่าใครเพื่อน พยายามอ้างว่านี่ไม่ใช่การแจกเงินโดยไม่คำนึงถึงวินัยการคลัง อ้างไปโน่น

ทั้ง ๆ ที่หลังการยึดอำนาจและเรื่อยมาตลอดเวลากว่า 4 ปี เป็นคนพูดเองปาว ๆ รัฐบาลและคณะเผด็จการจะไม่มีการแจกให้ประชาชน ต้องสอนให้คนไทยรู้จักวิธีหาปลา สิ่งที่เห็นและเป็นไปพิสูจน์ได้ว่า ดีแต่พูดและเข้าทำนองว่าแต่เขาอิเหนาทำเองหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ต่างกันกับกรณีที่กล่าวหานักการเมืองชั่ว นักการเมืองเลว แต่เวลานี้พรรคของเผด็จการกลับคราคร่ำไปด้วยนักการเมืองที่ตัวเองด่ามาตลอดการครองอำนาจ

ส่วนพวกนักการเมืองที่ยอมอยู่ใต้อุ้งตีนเผด็จการคงไม่ต้องพูดถึง เรื่องอุดมการณ์ หลักการ ยิ่งบางคนที่อ้างว่ายังยึดประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แต่ไปซุกใต้ท็อปบูธ เท่านั้นก็ทำให้เห็นธาตุแท้กันแล้วว่า คนเหล่านั้นแค่กากเดนของประชาธิปไตยเท่านั้น หรือไม่ก็คือใช้ประชาธิปไตยในการทำมาหากิน ยิ่งเจอเข้ากับพลังดูดอันมูมมามยิ่งไปกันใหญ่

เหมือนท่านผู้นำที่รู้ตัว ก่อนหน้านั้นไปพูดเวทีใดก็จะพล่ามบอกว่าอย่าเลือกแบบเดิม แล้วก็จะได้แบบเดิม พอพรรคที่ตัวเองจะถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่งหรือแค่หนึ่งเดียว ดูดนักการเมืองหน้าเดิม ๆ ทั้งนั้นมาสังกัดจำนวนมาก จึงต้องเลิกพูดประเด็นนี้ เพราะสิ่งที่จะนำไปเสนอให้ประชาชนในยุคปฏิรูปหาใช่ของใหม่ ทางเลือกใหม่ แต่เป็นสินค้าเดิม ที่เพิ่มเติมคือพกยี่ห้อเผด็จการพ่วงท้ายไปด้วยนั่นเอง

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกรณี 4 รัฐมนตรีที่สังคมเฝ้าจับตามองจะลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงสปิริตให้เห็นว่าไม่ได้ใช้หัวโขนเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นหรือไม่ แน่นอนการอ้างข้อกฎหมายว่าไม่ผิดก็ไม่มีใครว่า ส่วนการไปเทียบเคียงกับรัฐบาลปกติคงไม่ต้องเป็นแผ่นเสียงตกร่องกันอีก ระหว่างรัฐบาลอำนาจเต็มกับรัฐบาลรักษาการ

แม้กระทั่ง วิษณุ เครืองาม ก็รู้ดีในเรื่องนี้ ถึงได้บอกว่าข้อกฎหมายไม่จำเป็นต้องลาออกจนกว่าจะมีรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงมนุษย์เราไม่ได้อยู่ได้ด้วยข้อกฎหมายอย่างเดียว แต่อยู่ด้วยอะไรอีกหลายอย่าง ยังมีเรื่องสังคม ความเหมาะสม ที่ต้องหาทางเอาตัวรอดกันเอง ถ้าถามว่าผิดกฎหมายหรือไม่ผิด แต่เหมาะสมหรือไม่ก็แล้วแต่ เพราะเมื่อจับเรื่องนี้มาพูดแล้วต้องดูวัน ดูเวลา หรือที่เรียกว่า “กาลเทศะ”

ไม่กล้าพูดเต็มปากว่าไม่ต้องลาออกก็ไม่มีใครว่า เพราะรู้อยู่แก่ใจที่อยู่กันไปเพราะมีงานมาก หาคนมาทำแทนไม่ได้หรือต้องการใช้หัวโขนสร้างความได้เปรียบทางการเมืองกันแน่ แต่ถ้าเข้าใจคำว่าอย่างหนาของพวกเผด็จการก็จะไม่ได้คิดอะไรมากต่อประเด็นนี้ อย่างไรก็ดี ความเห็นของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อกรณีนี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เรื่องดังกล่าวไม่ได้กำหนดอยู่ในกฎหมาย แต่ทีนี้ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า รัฐบาลชุดนี้มีอำนาจมากกว่ารัฐบาลในอดีตในช่วงของการเลือกตั้ง เพราะในอดีตและต่อไปในอนาคต ในระหว่างการเลือกตั้ง กฎหมายไม่ให้รัฐบาลสามารถโยกย้ายข้าราชการหรือทำโครงการที่มีผลกระทบต่องบประมาณได้ ยกเว้นจะได้รับอนุมัติจาก กกต.

บังเอิญรัฐธรรมนูญมายกเว้นให้เฉพาะรัฐบาลนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ใครที่อยู่ในแม่น้ำ 5 สายของ คสช. จะลงสมัครเป็น ส.ส.จะต้องลาออก แต่ไม่ทราบว่าเป็นเจตนาหรือไม่เจตนาหรือเปล่า จึงมีช่องโหว่ว่า ไม่ลง ส.ส.แต่มาเป็นหัวหน้าพรรค มาเป็นเลขาธิการพรรค และมาเป็นผู้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ได้ ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ระบุชัดว่า ใครที่มีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้ง ก็ไม่ควรจะใช้อำนาจเต็มที่

เป็นธรรมดาของยุคเผด็จการหัวหมอ หากยึดตามตัวอักษรก็ไม่ได้มีการบังคับหรือเป็นการกระทำอะไรที่ผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่คณะของตัวเองเป็นผู้ตั้งโจทย์ขึ้นมา และเที่ยวประกาศบอกใครต่อใครว่านี่คือยุคการปฏิรูปและมีความสำเร็จเป็นอย่างดี ก็ต้องถามต่อว่า ถ้า 4 รัฐมนตรีต้องการยกระดับการเมืองไหม รักษาหลักธรรมาภิบาล ควรจะรู้ดีว่าต้องทำอย่างไร

ขณะที่เสียงเชียร์จากนักการเมืองซึ่งหอบหิ้วเอาเสือหิวทั้งหลายไปสวามิภักดิ์ให้อยู่ต่อ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีเป้าประสงค์เช่นไร คนพวกนี้ถนัดในการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองมาทั้งชีวิต จึงแนะนำให้ผู้บริหารของพรรคที่มีหัวโขนแห่งอำนาจอยู่ต่อไป เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับตัวเองและพวกพ้อง ต้องวัดกันว่าระหว่างเสียงเชียร์เพื่อความได้เปรียบกับการเป็นแบบอย่างของการเมืองยุคใหม่ 4 เสนาบดีจะเดินกันแบบไหน

สำหรับการปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมนั้น คงต้องคิดเหมือนที่ ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทยว่า ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไร เพราะความจริงมันควรที่จะต้องปลดล็อกกันมาตั้งนาน นับตั้งแต่กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วเสียด้วยซ้ำไป การจงใจลากยาวมานานขนาดนี้ จึงทำให้มองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก รอเวลาที่พรรคพวกตัวเองพร้อมแบบสุด ๆ

พร้อมขนาดไหนจึงปลดล็อก ก็พร้อมขนาดที่ว่าการเตรียมจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนเพื่อระดมทุนเข้าพรรคถึง 600 ล้านบาทที่จะจัดกันกลางสัปดาห์หน้านี้ จะเป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมายในทันที อย่างนี้จะให้เรียกว่าอะไร อย่างที่เสี่ยอ้วนว่าอีกนั่นแหละ นี่คืออีกหนึ่งอภินิหารทางกฎหมาย ดังนั้น รายทางก่อนที่จะไปถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง จึงยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่า จะเกิดเหตุการใช้อภินิหารกฎหมายมาจัดการในเรื่องหนึ่งเรื่องใด หากฝ่ายตัวเองตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบหรือไม่

Back to top button