พาราสาวะถี

นี่แหละการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีกฎหมายพิเศษ ไม่มีมาตรายาวิเศษใด ๆ มาสั่งปิดปากใครได้ แน่นอนว่าสิ่งที่กำลังดำเนินไปมันเหมือนกงเกวียนกำเกวียนที่พรรคเขี้ยวลากดินเคยกล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไว้ก่อนถูกยึดอำนาจ พยายามหลบลี้หนีหน้าไม่มาชี้แจงในสภา แต่วันนี้ ผู้นำเผด็จการจำแลงก็กำลังเดินรอยตาม ไม่รู้ว่าพรรคที่เคยเรียกร้องการให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติจากผู้นำฝ่ายบริหารจะรู้สึกอย่างไร ถ้ามีจุดยืนและยึดหลักการต้องออกมาจี้จิตสำนึกเช่นนี้กับผู้นำโดยตรง


อรชุน

นี่แหละการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีกฎหมายพิเศษ ไม่มีมาตรายาวิเศษใด ๆ มาสั่งปิดปากใครได้ แน่นอนว่าสิ่งที่กำลังดำเนินไปมันเหมือนกงเกวียนกำเกวียนที่พรรคเขี้ยวลากดินเคยกล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไว้ก่อนถูกยึดอำนาจ พยายามหลบลี้หนีหน้าไม่มาชี้แจงในสภา แต่วันนี้ ผู้นำเผด็จการจำแลงก็กำลังเดินรอยตาม ไม่รู้ว่าพรรคที่เคยเรียกร้องการให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติจากผู้นำฝ่ายบริหารจะรู้สึกอย่างไร ถ้ามีจุดยืนและยึดหลักการต้องออกมาจี้จิตสำนึกเช่นนี้กับผู้นำโดยตรง

ส่วนพรรคเพื่อไทยก็อย่าได้ไล่บี้เอาเป็นเอาตายกับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หากพยายามหลบเลี่ยงในการชี้แจงต่อสภา เพราะสมัยที่ตัวเองเป็นรัฐบาลก็เคยมีผู้นำที่มีพฤติกรรมเช่นนี้เหมือนกัน สรุปก็คือ การเมืองเป็นเรื่องของการช่วงชิงความได้เปรียบ เหยียบซ้ำในกรณีที่อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ เป็นธรรมดาอยู่ที่ว่าสิ่งที่ผิดพลาดนั้นเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ แล้วกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญจะมองกันอย่างไร

ไม่ถือว่าน่าเกลียดกับการติ๊ดชึ่งของท่านผู้นำที่อ้างว่าให้เกียรติสภาผู้แทนราษฎร แต่เหตุที่ไม่ไปตอบกระทู้ถามสดของฝ่ายค้านต่อปมถวายสัตย์ฯ เป็นเพราะเรื่องดังกล่าวได้ถูกร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว มีขั้นตอนและกระบวนการตามกฎหมายที่รัฐบาลต้องปฏิบัติต่อไป เป็นช่องเล็ก ๆ ที่ทำให้หายใจได้คล่องขึ้น แต่จะเอาตัวรอดแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ในภาวะที่รัฐบาลจะต้องแสดงความโปร่งใสให้ประชาชนเห็นอย่างนั้นหรือ สิ่งสำคัญนี่คือการพิสูจน์ความจริงใจของท่านผู้นำที่ประกาศรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

ถ้าออกลูกแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะแสดงความรับผิดชอบหรือแก้ไขปัญหาอะไรแล้ว เป็นการแสดงความหัวหมอ โดยอ้างสิ่งที่มีผู้ไปร้องเพื่อรอผลลัพธ์ที่จะออกมา ซึ่งไม่รู้ว่าจะช้าหรือเร็ว ผิดกับสิ่งที่ตัวท่านผู้นำประกาศว่าจะขอแก้ไขปัญหาและรับผิดชอบคนเดียว เพราะเรื่องนี้ความจริงไม่ต้องรอให้ใครไปร้อง ถ้าเห็นว่าผิดก็ต้องรีบแก้ไข ถ้ามั่นใจว่าไม่มีปัญหาทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องประกาศรับผิดชอบหรือแก้ไขอะไร

ภายนอกอาจจะดูเหมือนว่าไม่มีปัญหาอะไร ยังยิ้มได้ยังสู้ไหว แต่ถ้าพิจารณาจากสีหน้าแววตาของคนที่เคยแข็งกร้าวตลอดเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา ห้วงเวลานี้เห็นได้ชัดว่า อดีตหัวหน้าคสช.มีความกังวลและเครียดอยู่อย่างเห็นได้ชัด หากเป็นในยุคที่ถืออำนาจเผด็จการในมือ แค่บอกว่าให้จบทุกอย่างก็จะเงียบไปในทันที ทว่าหนนี้กลับเป็นไปในทางตรงข้าม ยิ่งพยายามจะให้ทุกอย่างจบและเงียบลงอย่างไร ดูเหมือนว่ากระแสเรียกร้องถามหาความรับผิดชอบยิ่งดังขึ้น

ไม่ใช่เพราะฝ่ายค้านขยันทำให้เป็นข่าวได้ทุกวัน ไม่ใช่ว่าสื่อไปรับงานจากฝ่ายค้านมาโจมตี มันอยู่ที่ประเด็นของการกระทำผิด กรณีนี้ไม่ใช่ข่าวปลอมไม่ใช่เรื่องเฟคนิวส์ หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า มีการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และเป็นกฎหมายสูงสุดที่ตัวเองตั้งคณะทำงานร่างขึ้นมากับมือ จะอ้างว่าไม่รู้ ไม่เจตนา แล้วให้ลืม ๆ กันไปไม่ได้ น่าเสียดายที่วันนี้ท่านผู้นำเป็นอดีตนายทหาร หากยังมีหัวโขนตรงนั้นความเข้มข้นของสำนึกคงจะมีมากกว่าการสวมหัวโขนนักการเมือง

ดีเหมือนกัน ยิ่งลากยาวไปมากเท่าไหร่ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าการปฏิรูปการเมืองที่คณะเผด็จการคสช.กล่าวอ้างนั้นหาได้เป็นจริงไม่ โดยเฉพาะการปฏิรูปทางการเมือง จิตสำนึกที่จะสร้างการเมืองรูปแบบใหม่ ความรับผิดชอบของนักการเมืองที่กระทำผิดแล้วต้องแสดงเป็นแบบอย่าง คนที่กล่าวหาโจมตีนักการเมืองมาตลอดกว่า 5 ปีที่ผ่าน เมื่อถึงเวลาที่ต้องแสดงให้เห็นกลับไม่ได้ลงมือทำอะไร มิหนำซ้ำ พฤติกรรมที่เป็นอยู่ในเวลานี้ไม่ได้แตกต่างจากนักการเมืองที่ผ่านมาแต่อย่างใด

คงไม่ต่างกันกับกรณีความเห็นของ พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ที่ใช้หัวโขนผู้บัญชาการทหารบกพูดถึงเรื่องการเมือง ทั้ง ๆ ที่ขาข้างหนึ่งของตัวเองก็เป็นนักการเมืองในนามส.ว.ลากตั้งแม้จะอ้างว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้เป็นโดยตำแหน่งก็ตาม เพราะทุกถ้อยคำที่พูดนับตั้งแต่รับตำแหน่งคุมขุมกำลังสำคัญของประเทศไม่ได้ส่งสัญญาณเชิงบวกและทำให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเดินไปบนถนนสายประชาธิปไตยที่สวยงามจากการขึ้นรูปของเผด็จการคสช.แม้แต่น้อย

เพราะทุกจังหวะก้าวผ่านถ้อยคำของผบ.ทบ.นั้น ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยการอาฆาตมาดร้ายฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เต็มไปด้วยการข่มขู่ ควบขู่ไปกับการปลุกเร้าให้ฝ่ายที่สนับสนุนอนุรักษนิยมฮึกเหิมและพร้อมที่จะมีเรื่องกับฝ่ายที่เห็นต่างได้อยู่ตลอดเวลา พฤติกรรมเช่นนี้มันน่าจะหมดไปตั้งแต่ 30-40 ปีที่แล้วแล้ว ผู้นำกองทัพยุคใหม่ต้องมองไปข้างหน้าว่าจะนำพากองทัพให้เป็นทหารอาชีพอย่างไร หากอ้างประชาธิปไตยที่เป็นสากล ทหารต้องไม่ยุ่งกับการเมือง

ยิ่งการพูดถึงพรรคการเมืองตั้งใหม่และการล้างสมองคนรุ่นใหม่ ย่อมสะท้อนภาวะของการวางตัวเป็นกลางทางการเมืองได้เป็นอย่างดี เมื่อผู้นำกองทัพที่สามารถใช้รถถังและปลายกระบอกปืนฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญได้ตลอดเวลาแสดงตัวเอนเอียงฝ่ายหนึ่งข้างใดเช่นนี้ ก็ยากที่จะทำให้ประชาชนหันหน้ามาคุยกันแม้จะมีความเห็นที่แตกต่าง เพราะคนที่จะเป็นตัวกลางในการทำให้คนในชาติสามัคคียังมีความคิดที่สุดโต่งเช่นนี้ คงยากที่จะคาดหวังได้

การแถลงข่าวของ พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ สิ่งที่พูดถึงผบ.ทบ.นั้นล้วนแต่ชวนให้คิด สิ่งที่ผู้นำกองทัพบกกำลังเป็นอยู่ ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยสภาวะปกติที่รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพเป็นเรื่องที่ควรจะเป็น และผู้บัญชาการทหารบกไม่มีสิทธิออกความเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นทางการเมืองที่ชี้เฉพาะไปที่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

แนวคิดที่ผลักไสให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกลายเป็นปฏิปักษ์กับผู้ถือครองอำนาจรัฐ การยัดเยียดความไม่รักชาติ ไม่ภักดีต่อสถาบันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับคนไทยไม่ว่าใครก็ตาม เพราะสำนึกรักชาติและสถาบันนั้นเชื่อได้ว่ามีอยู่ในหัวใจของคนไทยทุกคน การเลือกวิธีการกล่าวหาและยัดเยียดเหมือนในอดีตถือเป็นแนวคิดและยุทธวิธีที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง หากยังเดินต่อไปในแนวทางนี้ภาพอดีตของการนองเลือด ล้มตาย จะยังคงตามหลอกหลอนคนไทยอยู่ต่อไป

Back to top button