BAFS เติมเชื้อไฟ.!?

สำนักข่าวรัชดา


ถ้าพูดถึงบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ไม่ต่างจากเสือนอนกิน ผูกขาดธุรกิจเติมน้ำมันให้เครื่องบินเพียงเจ้าเดียว…โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการให้บริการเติมน้ำมันที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

การเติบโตจะโตไปตามอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถ้าเป็นช่วงไฮซีซั่น รายได้และกำไรก็จะโป่งพองเป็นพิเศษ แต่ถ้าเป็นช่วงโลว์ซีซั่นก็อาจดร็อปไปบ้าง ตามปริมาณเที่ยวบินที่ลดลง

ที่สำคัญผู้ถือหุ้น BAFS เป็นศูนย์รวมของผู้ค้าและลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI, บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด, บริษัท เอสโซ่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เป็นต้น

ก็ทำให้ BAFS แฮปปี้เอนดิ้งมาโดยตลอด..!!

จะว่าไป การเป็นธุรกิจที่ดูเหมือนผูกขาด เป็นเรื่องดี เพราะแทบไม่มีความเสี่ยงของกำไร แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นความเสี่ยง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ธุรกิจหลักเจอวิกฤต จะทำให้บริษัทเซได้ทันที เหมือนกรณี BAFS ที่อยู่ ๆ ก็เจอฝันร้ายโดยไม่ทันตั้งตัว…

ฝันร้ายที่ว่านั้นก็คือ โควิดมาพา BAFS กระเจิง จากเดิมนอนตีพุงฟันกำไรเฉลี่ยปีละพันล้านมาตลอด ปีที่ผ่านมากลับพลิกมาขาดทุน 374 ล้านบาท ถือเป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้…ขณะที่ตัวเลขการให้บริการเติมน้ำมันเครื่องบินก็หดหายไปกว่าครึ่ง แถมโอกาสที่จะกลับมาจุดเดิมอาจต้องใช้เวลาพักใหญ่ ดูแล้วภายในระยะเวลาอันสั้นคงยาก

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้ BAFS ต้องปรับตัว อย่างน้อยต้องมีธุรกิจอื่นมาช่วยแชร์ความเสี่ยง…เลยเป็นที่มาของการทุ่มงบ 1,704 ล้านบาท ซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 3 แห่ง กำลังการผลิตรวม 36.5 เมกะวัตต์ ของบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI

โดยโรงไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง COD เรียบร้อยแล้ว ก็จะทำให้ BAFS สามารถรับรู้รายได้เข้ามาได้ทันที…

ส่วนที่มาที่ไปว่า BAFS ไปซื้อโรงไฟฟ้าของ PDI ได้อย่างไรนั้น…ถ้าใครอยากรู้ ต้องไปหาคำตอบกันเอาเอง…เรื่องนี้เจ๊พูดไม่ได้…

แต่ดีลนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการออกนอกลู่นอกทางจากธุรกิจเดิมของ BAFS ไปสู่ธุรกิจโรงไฟฟ้า..!! ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคเหมือนกัน…

ล่าสุดซุ่มเจรจาซื้อโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มในต่างประเทศ เพิ่มอีก 13 เมกะวัตต์ วงเงินลงทุนราว 700 ล้านบาท แต่ยังอุบรายละเอียดอยู่…

ถือเป็นการแตกไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงของธุรกิจ..!!

มีคำถามตามมาอีกว่า BAFS ซึ่งเติมน้ำมันเครื่องบินมาทั้งชีวิต ไปทำโรงไฟฟ้า จะไปรอดมั้ย..? ซึ่งการที่ BAFS มี RATCH เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ (สัดส่วน 15.53%) ก็น่าจะคอยเป็นที่ปรึกษาให้กับ BAFS ได้ เพราะหาก BAFS ทำผลงานได้เข้าเป้า สุดท้ายห่วงโซ่สูงสุดก็จะกลับคืนสู่ RATCH ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่นั่นเอง…

แต่น่าคิด จากปัจจุบัน BAFS มีพอร์ตรายได้หลักจากการเติมน้ำมันเครื่องบิน ไม่แน่การเติมเชื้อไฟของ BAFS ครั้งนี้อาจจุดไฟให้ BAFS กลับมาโตระเบิดระเบ้อก็ได้…ใครจะไปรู้

…อิ อิ อิ…

Back to top button