พาราสาวะถี

รัฐบาลยื้อยุดการซักฟอกหรือไม่ ศบค.ชุดใหญ่เคาะประชุมสภาดำเนินการได้ปกติ ถ้าใช้ประโยชน์แค่ผ่านร่างงบปี 65 ถือว่าเจตนาไม่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง


เป็นภาพที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงกับสองประเทศเพื่อนบ้าน ที่มาเลเซีย มุฮ์ยิดดิน ยัซซิน นายกรัฐมนตรีประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้น ไครี จามาลุดดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งมาเลเซีย โพสต์ข้อความผ่านอินสตราแกรมระบุว่า คณะรัฐมนตรีทุกคนทูลเกล้าฯหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตแด่พระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลาห์แห่งมาเลเซีย เพื่อลาออกจากตำแหน่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาเลเซียนั้น ยังไม่มีรายงานว่าใครจะขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดที่มีเสียงข้างมาก รวมถึงยังมีการรายงานว่า จะไม่มีการเลือกตั้งใหม่ ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 โดยจะขึ้นอยู่กับสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ปัจจุบัน ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ ที่จะทรงตัดสินพระทัยว่า กระบวนการต่อไปจะเป็นอย่างไร ซึ่งการตัดสินใจลาออกของผู้นำมาเลเซียนั้น เกิดจากแรงกดดันที่มีต่อเนื่องกับคำถามเรื่องประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาโควิด-19

จุดชี้วัดสำคัญคงเป็นกรณีที่มีสมาชิกสภาจากพรรคอัมโนที่มีเสียงมากที่สุด ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ให้การสนับสนุน มุฮ์ยิดดิน ยัซซิน อีกต่อไปแล้วนั่นเอง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศที่มีผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ไม่ต้องถามถึงสปิริตใด ๆ จากคนที่วางแผนเพื่อการอยู่ยาว สิ่งที่คนส่วนใหญ่โฟกัสมากที่สุดคือ พรรคร่วมรัฐบาลสำคัญจะยังคงโอบอุ้มกระเตงกันไปเช่นนี้ทั้งที่ก็เห็นสภาพปัญหาและรู้ทั้งรู้ว่าไม่มีปัญญา ไร้ฝีมือในการแก้ไขอย่างนั้นหรือ

มันไม่ใช่เรื่องความรับผิดชอบร่วม เพราะหากจะยกเอาประเด็นของโควิด-19 เป็นตัวตั้ง พรรคการเมืองที่มีส่วนร่วมต่อกระบวนการวางแผน วิเคราะห์ปัญหาและเตรียมการรับมือน้อยกว่าพวกอย่างประชาธิปัตย์ ก็น่าจะตัดสินใจได้ง่ายกว่าสองพรรคที่เหลือ เมื่อพบว่าเกิดความล้มเหลวในการรับมือต่อสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้น แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเหตุที่ไม่สามารถตัดสินใจเช่นนั้นได้ ไม่ใช่เพราะสปิริตที่ต้องร่วมรับผิดชอบ หากแต่น่าจะเป็นปัญหาชนักปักหลังตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ระลอกแรก

ปมหน้ากากอนามัยถือเป็นเรื่องที่สังคมคลางแคลงใจมากที่สุด แต่ทุกอย่างก็ถูกเป่าให้เงียบหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาจจะถือเป็นบุญคุณที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจนำมาอ้าง ทำให้พรรคเก่าแก่เกิดภาวะน้ำท่วมปาก ทำอะไรไม่ได้ ต้องอย่าลืมเป็นอันขาดองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทั้งหลายนั้น บรรดากรรมการทั้งหมดล้วนแต่เกิดขึ้นมาจากอำนาจเผด็จการแต่งตั้งทั้งสิ้น ดังนั้น แค่กะพริบตาก็เชื่อได้ว่าจะเลือกเชือดหรือปล่อยใครรอดก็ได้

ในขณะที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจประกาศชัดไม่ใช่เวลาที่จะยุบสภาหรือลาออก และไม่ต้องมาเล่นเกมการเมืองกันในเวลานี้ ส่วนม็อบที่เคลื่อนไหวขับไล่ก็ยังคงไร้พลังที่จะโค่นล้มได้ จึงเหลือเพียงช่องทางของสภาที่จะใช้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจในการเล่นงานท่านผู้นำและคณะได้ ซึ่งได้มีการยื่นญัตติซักฟอกต่อ ชวน หลีกภัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีตัวชูโรงคือ ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ พร้อมด้วยรัฐมนตรีกระทรวงที่สำคัญอีก 5 ราย

น่าสนใจต่อข้อกล่าวหาในพฤติการณ์ของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจที่ฝ่ายค้านระบุในญัตติว่า เป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญา ไร้องค์ความรู้ ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ไร้คุณธรรมจริยธรรมและไร้ความสามารถที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้นำประเทศ ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่องเสียหายอย่างร้ายแรงทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ทั้งในภาวะปกติและในภาวะวิกฤติ โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองต้องประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน

เช่นเดียวกับ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ถูกลากขึ้นเขียงหนนี้ข้อกล่าวหาก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ขณะที่รัฐมนตรีอีกสามรายคือ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างก็มีข้อกล่าวหาไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องของทุจริตประพฤติมิชอบ ไม่มีความซื่อสัตย์

แน่นอนว่า ตามสไตล์ของคนที่ถูกยื่นซักฟอกย่อมดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม ตามมาด้วยการแสดงความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง พร้อมที่จะชี้แจงในทุกเรื่องที่ถูกกล่าวหา เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะต้องมีหมัดเด็ดในการน็อคคู่ต่อสู้ ไม่ใช่ใช้ข้อมูลข่าวตัดแปะเหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา เพราะถ้ายังคงเดินย่ำเส้นทางเดิม สุดท้ายก็จะกลายเป็นเวทีฟอกขาวให้กับคนที่ถูกซักฟอกไปเสียฉิบ มิหนำซ้ำ ยังจะเป็นการทำให้เกิดความขัดแย้งของพรรคร่วมและตามมาด้วยความบาดหมางกันอีก

งานนี้ที่คุยโม้ว่ามีข้อมูลจากหลายแหล่งหลั่งไหลเข้ามาให้ชำแหละบรรดารัฐมนตรีที่ถูกซักฟอกถึงขั้นเขี่ยให้ใครบางคนกระเด็นตกเก้าอี้ได้ ก็ขอให้เป็นไปตามนั้น อย่าเป็นมวยล้มต้มคนดูแต่ก็เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ใกล้เวลาที่จะอภิปรายจะเกิดข้อสอบรั่วหรือไม่ ในภาวะเช่นนี้เราจะได้รู้ว่าฝ่ายค้านมุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อเป็นปากเสียงแทนประชาชน มุ่งเน้นตรวจสอบเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือแค่เกมเคาะกะลาหากินบนความเดือดร้อนของประชาชนไม่ต่างจากฝ่ายที่ตัวเองกล่าวหา

ส่วนรัฐมนตรีอีกรายที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งแล้วถูกซักฟอกทันทีคือ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับข้อกล่าวหามีพฤติการณ์จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ใช้ตำแหน่งหน้าที่และสื่อของรัฐเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างความแตกแยกในสังคม ทำลายบรรทัดฐานอันดีของสังคม มุ่งประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

มีประเด็นเรื่องกฎหมายปิดปากสื่อและประชาชนที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจประกาศยกเลิกภายหลัง ตรงนี้ฝ่ายค้านควรถลกหนังและจี้ให้คนที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบอย่างถึงที่สุดด้วย ส่วนพรรคแกนนำรัฐบาลจะเล่นเกมยื้อยุดให้การซักฟอกมีปัญหาหรือไม่ รอดูต่อไปเพราะ ศบค.ชุดใหญ่เคาะมาแล้วประชุมสภาไม่ต้องห่วงเรื่องเคอร์ฟิวสามารถดำเนินการได้ปกติ ถ้าเลือกใช้ประโยชน์แค่ผ่านร่างงบประมาณปี 65 ถือว่าเจตนาไม่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง

Back to top button