
“ฮั่วเซ่งเฮง” ชี้ทองปรับฐานระยะสั้น แนะสะสมแนวรับ 4,100-4,300 เหรียญ
"ฮั่วเซ่งเฮง" ประเมินราคาทองคำร่วงแรงรอบนี้เป็นเพียงการปรับฐาน จากแรงกดดันของบอนด์ยีลด์ที่พุ่งสูงขึ้น ชี้ไม่ใช่ Panic Selling ย้ำโครงสร้างระยะยาวยังแข็งแกร่งจากแรงซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมให้กรอบแนวรับสำคัญ 4,100–4,300 ดอลลาร์ เป็นโซนทยอยสะสมเพื่อหวังผลระยะยาว
นายวราวุธ เบญจาพุทธารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด หรือ HGF เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาทองคำที่มีการปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาได้สร้างคำถามสำคัญให้กับนักลงทุนทั่วโลกว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาลงรอบใหม่ หรือเป็นเพียงการปรับฐานเพื่อสะสมพลังก่อนเดินหน้าต่อในระยะยาว โดยทางบริษัทมองว่าแรงขายในรอบนี้เป็นเพียงการปรับราคาตามปัจจัยมหภาคไม่ใช่การเทขายอย่างตื่นตระหนก (Panic Selling)
โดยกลยุทธ์การลงทุนให้แนวรับที่ระดับ 4,300 ดอลลาร์ และ 4,250 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นโซนสะสมในระยะกลาง แต่หากราคาปรับตัวลงลึกกว่านี้ โซน 4,100–4,300 ดอลลาร์ จะเป็นระดับที่มีโอกาสเกิดแรงซื้อกลับ และเป็นโซนที่ธนาคารกลางมักเข้าซื้อสะสม ขณะที่แนวต้านสำคัญประเมินไว้ที่ 4,500 ดอลลาร์ และ 4,700 ดอลลาร์
ทั้งนี้ ทองคำปรับตัวลงแรงหลังจากหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ซึ่งเป็นระดับที่นักลงทุนสถาบันใช้เป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มหลัก การหลุดระดับดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดแรงขายทางเทคนิค ประกอบกับการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจยังไม่ปิดโอกาสในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก CFTC สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันมีการลดสถานะซื้อลงประมาณ 8–10% ขณะที่กองทุน ETF ทองคำรายใหญ่ เช่น GLD มีเงินทุนไหลออกเพียงเล็กน้อย ที่สำคัญธนาคารกลางหลายแห่ง โดยเฉพาะจีน ตุรกี และอินเดีย ยังคงเดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความต้องการเชิงโครงสร้างที่ไม่ขายออกง่ายและช่วยพยุงราคาเอาไว้
สำหรับแนวโน้มในระยะสั้นประเมินว่าราคาทองคำยังมีโอกาสผันผวนตามข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ทั้งดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) รวมถึงท่าทีของเฟด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ Real Yield และกระแสเงินทุน ขณะที่ระยะกลางโอกาสฟื้นตัวหาก Real Yield เริ่มปรับตัวลดลงจากระดับปัจจุบัน ส่วนในระยะยาว (6–12 เดือน) โครงสร้างตลาดยังคงเป็นบวกจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้สาธารณะทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการกระจายทุนสำรองของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาทองคำไม่ปรับลงแรงเหมือนในหลายรอบก่อนหน้า

