พาราสาวะถี

วงกินข้าวค่ำของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ กับพรรคร่วมรัฐบาลประเภทเขี้ยวลากดิน สรุปแล้วไม่มีอะไรมากไปกว่าการโชว์บารมีของพี่ใหญ่แก๊ง 3 ป.


วงกินข้าวค่ำของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ กับพรรคร่วมรัฐบาลประเภทเขี้ยวลากดิน สรุปแล้วไม่มีอะไรมากไปกว่าการโชว์บารมีของพี่ใหญ่แก๊ง 3 ป. เพราะภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองเช่นนี้ คงไม่มีใครจะไปกล้ายกหาง หรือประกาศตัวแบบที่ผ่านมาว่าพร้อมสนับสนุนท่านผู้นำคนเดิม การสนทนาบนโต๊ะอาหารจึงเป็นการพูดถึงเรื่องงานของรัฐบาลเป็นหลัก และปัญหาสารพัดที่กำลังเผชิญในวันนี้ซึ่งจะต้องช่วยกันแก้ไข แน่นอนคงไม่มีใครพูดถึงเรื่องยุบสภาหรือปรับครม.ในเวทีเช่นนี้

ขณะที่เมื่อผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจสอบถามถึงสถานการณ์ทางการเมือง พี่ใหญ่แก๊ง 3 ป.ก็ยังยืนยันเสียงในสภามีเสถียรภาพ รวมไปถึงการการันตีเสียงส.ส.ของพรรคเศรษฐกิจไทยที่ยังคงสนับสนุนรัฐบาลเว้นแต่ ธรรมนัส พรหมเผ่า รายเดียวที่พี่ใหญ่ยอมรับว่า “คุมไม่ได้” งานนี้เหมือนเป็นการลอยแพผู้กองมันคือแป้ง แต่ความจริงแล้วมันก็แค่การแก้เกี้ยว เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นคนที่น้องเล็กเกลียดขี้หน้ามากที่สุด คำถามสำคัญคือความมั่นใจที่ประกาศเช่นนั้น มาจากกล้วยที่แจกไม่ใช่ของธรรมนัสใช่หรือไม่

ความจริงประเด็นนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่ว่าจะสร้างภาพรักใคร่กันขนาดไหนแต่ความจริงใจ ไว้ใจที่เคยมีให้กันของแก๊ง 3 ป.นั้น มันไม่แนบแน่นเหมือนเดิมอีกแล้ว เมื่อพี่ใหญ่รับเองว่าคุมธรรมนัสไม่ได้ หาก 17 ส.ส.อยู่ภายใต้การดูแลของธรรมนัสทั้งหมด การที่มีคนสนิทของตัวเองไปนั่งกุมบังเหียนก็คงไม่สามารถคุมอดีตเลขาธิการพรรคสืบทอดอำนาจได้เหมือนกัน หากเปรียบธรรมนัสเป็นม้าพยศแล้วพี่ใหญ่บอกว่าปราบไม่ได้ก็ไม่สมควรที่จะใช้ม้าตัวนั้นอีกต่อไป

ในฐานะอดีตผู้บัญชาการทหารบก เรื่องประเภทนี้น่าจะเข้าใจดี ม้าพยศถ้าปราบได้ก็จะถือเป็นม้าที่มีพลัง นำมาซึ่งชัยชนะ และเกิดประโยชน์มหาศาล แต่หากคุมไม่ได้หรือปราบไม่อยู่หมัด แล้วยังทะลึ่งใช้งานอีก คน ๆ นั้นก็มีโอกาสที่จะเจ็บตัวจากม้าพยศตัวนั้นได้ เมื่อพี่ใหญ่เอ่ยปากกลางวงข้าวต่อหน้าเพื่อนร่วมรัฐบาลแบบนี้ จึงไม่รู้ว่าจะนำมาซึ่งความสบายใจหรือหนักใจกับน้องเล็กดี ด้วยเหตุนี้หรือไม่ เมื่อนักข่าวไปถาม อนุทิน ชาญวีรกูล ต่อข้าวมื้อค่ำจึงได้รับคำตอบ “อร่อยดี ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน ยามร้าวรานน้ำตาลยังว่าขม”

ไม่ใช่กลอนพาไป หรือการใช้สำบัดสำนวนกับนักข่าวเพื่อให้ตลกแน่นอน ประสาคนที่กุมความได้เปรียบแม้จะปฏิเสธเรื่องการันตี 260 เสียง การพูดเช่นนี้ย่อมมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากว่า การส่งสัญญาณไปยังผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ หากอยากให้ทุกอย่างราบรื่น เรียบร้อย ก็ต้องทำตัวให้เป็นเหมือนร่วมตั้งรัฐบาลกันใหม่ ๆ อยากได้อะไรให้ ขอแบบไหนก็ตามใจ ถ้าเกิดขัดใจกันในยามนี้ย่อมรู้ดีว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร

ทุกพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพวกเขี้ยวลากดิน อ่านเกมขาดกันหมดว่าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเจอแรงกดดันอย่างไร เสียงของรัฐบาลมั่นคง มีเสถียรภาพเหมือนอย่างที่พี่ใหญ่ให้ความมั่นใจหรือไม่ มิเช่นนั้น ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจคงไม่ต้องเอ่ยปากร้องขอกับหัวหน้าพรรคร่วมในที่ประชุมครม.แทบจะทุกครั้งว่าให้ส.ส.ของทุกพรรคเข้าร่วมประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่ในวงกินข้าวหนนี้ก็ยังย้ำอีกว่า ขอให้พรรคร่วมรัฐบาลระมัดระวังเรื่องเสียงในสภา

ขณะเดียวกัน มองกันต่อว่าการที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจตอกย้ำเรื่องนี้บ่อย ๆ กับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ก็เหมือนเป็นการทวงบุญคุณไปในตัว กับสิ่งที่ได้ตกลง แลกเปลี่ยนกันไปแล้วต้องให้คุ้มค่ากับการลงทุน ไม่ใช่หลอกกินฟรี สิ่งที่ท่านผู้นำประกาศบนโต๊ะอาหารพร้อมที่จะถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ เหมือนเป็นการมัดมือชกหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย เมื่อถึงเวลาจะต้องตอบแทนกัน ให้ความมั่นใจได้ว่าจะได้รับเสียงโหวตจากพวกเดียวกัน

ในทางการเมืองอะไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจะมาแสดงความมั่นอกมั่นใจไม่ได้ ช่วงสมัยปิดประชุมสภาเป็นธรรมดาที่ไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ย่อมทำสงครามแย่งชิงพื้นที่สื่อ เมื่อเข้าสู่โหมดเปิดสมัยประชุมแล้วก็จะมีเรื่องข้อกฎหมายและวาระการตั้งกระทู้ถามสด ยื่นญัตติโดยเฉพาะการซักฟอกรัฐบาล มาเป็นตัวเร้าความสนใจและสร้างความสั่นคลอนต่อฝ่ายกุมอำนาจ ซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ว่ากว่าจะถึงเดือนพฤษภาคมที่จะเปิดประชุมจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก

ที่แน่ ๆ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ก็จะเกิดขึ้นในห้วงเวลานั้น เบื้องต้นรายงานข่าวบอกว่ากกต.จะประชุมเพื่อเคาะวันเลือกตั้งในวันที่ 14 มีนาคมนี้ โดยจะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และนายกฯ เมืองพัทยาพร้อมกัน จากเดิมที่คาดว่าน่าจะเป็นปลายเดือนพฤษภาคม แต่มีความเป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะวันดังกล่าวจะเป็นวันครบรอบ 8 ปีการรัฐประหารของเผด็จการคสช. และน่าจะมีนัยทางการเมืองไม่น้อย

ยิ่งหาก สกลธี ภัททิยกุล ลงสมัครในนามอิสระ ก็จะเป็นเหมือนตัวแทนของกปปส. ซึ่งเป็นกลไกหลักในการโบกมือดักกวักมือเรียกให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจทุบโต๊ะยึดอำนาจในวันนั้น นั่นหมายความว่าคะแนนเสียงของพวกที่ยังหลับหูหลับตาเชียร์ก็จะไหลมาทางฝั่งนี้ ขณะที่พรรคสืบทอดอำนาจโดยพี่ใหญ่แก๊ง 3 ป. ก็ประกาศชัดแล้วว่าจะไม่ส่งคนลงสมัคร การวางหมากเกมเช่นนี้ก็ถือเป็นการวัดกระแสของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจในเมืองหลวงไปในตัวเช่นเดียวกัน

อย่างที่บอกว่าสนามเลือกตั้งเมืองหลวงนั้นอย่าได้ด่วนฟันธง แม้โพลอิสระที่สำรวจกันมาสิบกว่ารอบ คะแนนนิยมของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะนำโด่งมาตลอด และทำท่าว่าจะเป็นไปในลักษณะม้วนเดียวจบ อดีตที่ผ่านมาเป็นบทเรียนแล้วว่า ตราบใดที่ยังไม่ถึงวันหย่อนบัตรอย่าได้มั่นใจเป็นอันขาด เพราะเพียงแค่ชั่วข้ามคืนปฏิบัติการณ์ไอโอ วิชามารทางการเมืองสามารถพลิกคะแนนเสียงได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ยุคโซเซียลแข็งแรงเช่นนี้ ไม่รู้ว่ายังจะได้ผลเหมือนในอดีตหรือไม่ อีกด้านก็อย่าลืมว่า พวกอย่างหนาไม่เคยแยแสอะไรทั้งนั้น

Back to top button