ภาษีหุ้น..เหล้าเก่าในขวดใหม่

เรื่อง “ภาษีหุ้น” ถูกเม้าท์ถึงเป็นระยะ เพราะมีแนวคิดจะเก็บมาตลอด สุดท้ายกลายเป็นหมันทุกที! จนมีการเคาะจาก ครม. เป็นอันว่าทุกอย่างได้ข้อยุติ


*นับตั้งแต่ที่ “โมนิก้า” จำความเรื่อง “ภาษีหุ้น” ได้ใหม่ ๆ คงต้องย้อนกลับไปถึงปี 2535 หรือถ้านับเวลากันจริง ๆ ก็คือ 30 ปีก่อนกันเลยทีเดียว! เพราะตอนนั้นก็มีแนวคิดเกี่ยวกับการเก็บภาษีหุ้น แต่สุดท้ายก็ถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ เพราะต้องการดึงนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาในตลาดหุ้นให้ได้มากสุดเท่าที่จะทำได้เสียก่อน เลยทำให้เรื่องดังกล่าวถูกเก็บเข้าลิ้นชักจนหยากไย่ขึ้นเป็นแพไงล่ะคะ

*ด้วยเหตุนี้ถึงทำให้เรื่อง “ภาษีหุ้น” ถูกเม้าท์ถึงเป็นระยะ เพราะมีแนวความคิดจะเก็บมาตลอด สุดท้ายก็กลายเป็นหมันทุกที! จนเรื่องนี้มีการเคาะออกมาจาก ครม. จึงเป็นอันว่า ทุกอย่างได้ข้อยุติ และเดินหน้าเต็มตัว “โมนิก้า” ในฐานะคนที่อยู่ในแวดวงตลาดหุ้นมานานพอสมควร จึงอยากให้ทุกคนมองเรื่องนี้แบบแฟร์ ๆ เพื่อจะได้เข้าใจแนวคิดเก็บภาษีหุ้นไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันเจ้าค่ะ

*ประเด็นนี้แหละที่ทำให้ “โมนิก้า” ไม่หวั่นเกรงว่า ทัวร์จะมาลง! เพราะสิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นคือ “ภาษี” ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องจ่ายกันทั้งนั้น และการที่เรื่องดังกล่าวถูกดองเป็นเวลา 3 ทศวรรษ มันก็นานเกินไป หรือถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือการซื้อของขายของก็มีภาษีเหมือนกัน จึงถึงเวลาที่คนซื้อขายหุ้นต้องจ่ายภาษีกันเสียที! และเรื่องนี้ก็เป็นต้นทุนที่ทำให้นักเล่นต้องคิดมากหน่อยจ้า

*ฉะนั้นอย่าได้เบี่ยงเบนเป็นประเด็นทางการเมือง หรือเป็นเรื่องดิสเครดิตใครทั้งนั้น เพราะมันเป็นเรื่องที่หลายคนในวงการรับรู้กันเป็นอย่างดี เพียงแต่ทุกคนเตรียมตัวรับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าวมากน้อยขนาดไหน? ก็เป็นเรื่องที่ตามดูกันต่อไปเรื่อย ๆ และในความคิดส่วนตัวของ “โมนิก้า” ก็ยอมรับเรื่องพรรค์นี้ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่สบายใจที่รัฐบาลทะลึ่งเคาะผ่านในช่วงตลาดหุ้นกำลังบอบช้ำจากเรื่อง MORE มหาประลัยน่ะซี

*เนื่องจากโบรกเกอร์กำลังสาละวนกับการทบทวนวงเงินของลูกค้า เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งมีทั้งเรื่อง “หลักประกัน” และ “มาร์จิ้น” จึงทำให้มูลค่าการซื้อขายลดฮวบในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นได้จากมูลค่าการซื้อขายเมื่อสองสามวันก่อนลดลงมาอยู่ในระดับ 3.60-3.80 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 13 ปี และมีสิทธิ์ที่จะเห็นอาการเหงาหงอยแบบนี้ต่อไปยาว ๆ จ้ะ

*สถานการณ์ข้างต้นทำให้มีเสียงแตกออกมาเป็น 2 ฝั่ง ซึ่งมีทั้งคนที่ “เห็นด้วย” กับคนที่ “ไม่เห็นด้วย” โดยแต่ละฝั่งก็มีเหตุผลที่เป็นของตัวเองมาซัพพอร์ตทั้งนั้น “โมนิก้า” ถึงอยากให้แฟนคลับติดตามดูกันไปเรื่อย ๆ ซึ่งเหมือนกับข่าวลือของหุ้น MORE มหาประลัยก็ปรากฏชื่อมาร์เก็ตติ้งโบรกเกอร์หนึ่งที่อยู่เชียงใหม่ คือหนึ่งในหมากที่คอยเชื่อมเกมหุ้นระหว่าง “ปิงปอง” และ “คิม” ไงล่ะคะ

*งานนี้จริงเท็จประการใดไม่รู้ เพราะสิ่งที่เขาพูดกันปากต่อปากคือ คนที่ชื่อ “เอ็ม” กับ “หนุ่ม” เป็นคนที่รับสารต่าง ๆ มาจาก “เฮียใหญ่” อีกทอดหนึ่ง และเรื่องนี้ก็เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ที่ไปแอบคุยกันว่า ถ้ามาลงทุนกับหุ้นร้อนตัวนี้จะได้รับแบ่งปันกำไรสูงถึง 30% ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนชื่อดังในตลาดหุ้นหลายรายเข้ามาตะลุมบอน แต่สุดท้ายก็ต้องขายหนีตายกันยกใหญ่ เพราะเกมมันพังหมดแล้วไงล่ะคะ

*ด้วยเหตุนี้ถึงทำให้ “โมนิก้า” ไม่มีอาการสงสารคนที่เข้าไปเล่นรอบใหม่ เพราะของมันเห็นกันทนโท่ว่า นี่คือของร้อน แต่ยังดึงดันที่จะเข้าเล่นอย่างคนไร้สติ ก็ต้องปล่อยไปตามทางของเขา เพราะนั้นเป็นเงินของเขาทั้งหมด เดี๊ยนเลยอยากฉายภาพการทะยานจากก้นเหว 0.34 บาทเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ขึ้นไปปิดที่ระดับ 0.59 บาทภายในวันเดียวกัน มันเป็นรายการปกติที่ควรเกิดขึ้นเหรอจ๊ะ

*ยิ่งเห็นกันอย่างตำตาว่า บริษัทมีเรื่องฟ้องร้องเกี่ยวกับการจัดคอนเสิร์ตมูลค่าสูงถึง 800 ล้านบาท และยังมีประเด็นที่ต้องเพิ่มทุน PP เพื่อให้มีเม็ดเงินมาหล่อเลี้ยงบริษัท มันเป็นประเด็นที่ทำให้เดี๊ยนเชื่อว่า บริษัทนี้ “ไม่รอด” มากกว่า “รอด” และการที่หุ้นโรยตัวลงมาเรื่อย ๆ จนวานนี้ยืนปิดที่ 0.44 บาท ลบไป 0.06 บาท หรือลงไป 12% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 145 ล้านบาท มันคือภาพของการหนีตายอีกครั้ง..จริงหรือไม่..ลองไปคิดกันดูนะคะ

Back to top button