อย่าโลกสวย

วานนี้เป็นอีกครั้งที่ “โมนิก้า” รู้สึกเหนื่อยจนแทบจะขาดใจ เพราะเป็นวันที่สารพันปัญหาผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด


วานนี้เป็นอีกครั้งที่ “โมนิก้า” รู้สึกเหนื่อยจนแทบจะขาดใจ เพราะเป็นวันที่สารพันปัญหาผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ซึ่งไล่เรียงตั้งแต่เรื่องเงินเฟ้อ ตามมาด้วยดัชนีดาวโจนส์ร่วงแรง จนกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกแดงเถือก ขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็มีประเด็นกำไรต่ำกว่าคาดขึ้นมาเสียอย่างนั้น จึงกลายเป็นตัวเร่งให้นักลงทุนสถาบันระดมขายหุ้นออกมาอีกรอบ จนดัชนีทรุดฮวบลงมาต่ำกว่าระดับ 1,380 จุดตั้งแต่หัววันเจ้าค่ะ

ถึงกระนั้นก็มีแรงช้อนเข้ามารับหุ้นเป็นระยะ จนดัชนีตีกลับขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,385.11 จุด ลบไป 6.62 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.67 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้รู้ว่า นักลงทุนยังมองหุ้นไทยน่าลงทุน จึงใช้จังหวะนี้ทยอยเก็บหุ้นไว้ในพอร์ตบางส่วน ซึ่งเป็นการย้ำเตือน “โมนิก้า” ว่า อย่าโลกสวยในจังหวะที่ตลาดหุ้นกำลังรอลุ้นข่าวดี เพราะผลลัพธ์ส่วนใหญ่ที่ออกมามักตรงกันข้ามน่ะซี

ที่สำคัญคือ อารมณ์ของตลาดหุ้นไทยเหมือนพวกวัยทอง ซึ่งวันไหนดี ก็ดีน่าใจหาย..แต่วันไหนไม่ดี ก็แย่เหลือเกิน แถมเรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ตลาดรับรู้ไปพอประมาณ แต่ถึงวันจริงกลับออกอาการเสียทรงอย่างแรง “โมนิก้า” ถึงมองว่า วันนี้ต้องหันมาเล่น “เกมรับ” มากกว่า “เกมบุก” เพราะปัจจัยลบมักโผล่มาในจังหวะที่ดัชนีกำลังจะเทคตัวผ่าน 1,400 จุดเป็นประจำไงล่ะคะ

ตัวอย่างนี้ดูได้จากสถานการณ์ของหุ้น KCE ซึ่งร่วงลงมารับข่าวกำไรไม่โตตามเป้ามาระยะหนึ่งแล้ว แต่ทันทีที่ประกาศงบออกมาปุ๊บ แรงขายก็กระหน่ำออกมาปั๊บ พร้อมกับทรุดตัวลงมาปิดที่ระดับ 40.50 บาท ลบไป 4.50 บาท หรือลงไป 10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.31 พันล้านบาท ท่ามกลาง PE 28 เท่าแบบนี้ เหมือนส่งสัญญาณให้รู้ว่า ผลงานปีนี้อาจพลาดเป้า เลยทำให้นักเล่นรู้สึกว่า พีอีระดับนี้ยังสูงเกินไปกระมัง!

ขนาดหุ้น CPAXT ตั้งฐานได้ระยะหนึ่ง ยังถูกรินขายตลอดทั้งวัน ก่อนจะตีกลับขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 30 บาท บวกไป 0.75 บาท หรือขึ้นไป 2.55% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 573 ล้านบาท กลายเป็นเกมที่ชวนให้สงสัยว่า หุ้นอาจลงไปนอนที่ฐานเก่าบริเวณ 25 บาทอีกรอบ เพราะเมื่อดูสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ณ เวลานี้ มันไม่มีสัญญาณไหนที่บ่งบอกถึงกำลังซื้อเพิ่ม จึงเป็นจังหวะของการถอยดูเชิงมากกว่านะจะบอกให้

ส่วนรายที่ทำท่าจะฟื้นอย่าง VGI ก็เกิดอาการแกว่งขึ้นมาเสียอย่างนั้น “โมนิก้า” ถึงมองสภาพของหุ้นในมุมลบมากกว่ามุมบวก และเลิกหวังที่จะได้เห็นบริษัทกลับมาทำกำไรอย่างแข็งแกร่ง เพราะถ้ามีแววจะกลับมาทำกำไรระเบิดระเบ้อ ป่านนี้ราคาหุ้นน่าจะไต่เพดานขึ้นอย่างสบายใจเฉิบ แต่สิ่งที่เห็นวานนี้คือ ราคาหุ้นยืนปิดที่ระดับ 1.69 บาท ลบไป 0.06 บาท หรือลงไป 3.45% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 377 ล้านบาท และเป็นการจมปลักอยู่ที่เดิม ๆ เจ้าค่ะ

ประเด็นดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” ต้องย้อนกลับมาดูหุ้นปั๊มน้ำมันอย่าง OR อีกครั้ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน กับสิ่งที่เกิดขึ้นวานนี้ มันช่างเป็นเรื่องที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว ซึ่งทั้งหมดมาถูกเฉลยในตอนหลังว่า ปี 66 กำไรโตก็เป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่ทุกคนกังวลในปี 67 เป็นเรื่องยอดขายน้ำมันจะลดลง และถูกกดดันจากค่าการตลาดที่ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันยูโร 5 หุ้นเลยทรุดฮวบลงมาปิดที่ 18.10 บาท ลบไป 0.70 บาท หรือลงไป 3.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 560 ล้านบาทแบบนี้..เดี๊ยนเซ็งเป็ดอย่างแรงนะตัวเอง

ส่วนรายที่ประหลาดจริง ๆ “โมนิก้า” คงมองไปที่หุ้น STEC หลังทะยานขึ้นมาปิดที่ระดับ 9.90 บาท บวกไป 0.60 บาท หรือขึ้นไป 6.45% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 240 ล้านบาท แถมเมื่อวันก่อนก็เพิ่งทะยานขึ้นปรู๊ดปร๊าด เดี๊ยนเลยเดาเกมไม่ออกว่า การขึ้นเที่ยวนี้มาจากอะไรกันแน่? เพราะสิ่งที่รับรู้มาตลอดก็คือ หุ้นรับเหมายังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก แต่ทำไมหุ้นตัวนี้ถึงไม่ลำบากเหมือนกับที่เขาเม้าท์กันล่ะจ๊ะ

เช่นเดียวกับ CK ทะยานขึ้นมาปิดที่ระดับ 23.40 บาท บวกไป 1.30 บาท หรือขึ้นไป 5.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 434 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งเคสที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะการขึ้นเที่ยวนี้เหมือนเป็นความพยายามยกฐานใหม่ให้สูงขึ้นกว่าเดิม แต่หลายครั้งที่หุ้นขึ้นมาแตะแถวยอด 23.40 บาท มักมีแรงขายออกมาเป็นประจำ จึงต้องติดตามดูว่า วันนี้จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ได้หรือเปล่า?..อิอิอิ

Back to top button