
SIRI ยืดหยุ่น..เพื่อยั่งยืน.!!
ท่ามกลางม่านหมอกดำเศรษฐกิจ ที่ปกคลุมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจนนักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า “ยุคทอง” ผ่านพ้นไปแล้ว
ท่ามกลางม่านหมอกดำเศรษฐกิจ ที่ปกคลุมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจนนักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า “ยุคทอง” ผ่านพ้นไปแล้ว แต่บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กลับไม่ได้เลือกที่จะหยุดนิ่ง ภายใต้แม่ทัพคนใหม่ อย่าง “อุทัย อุทัยแสงสุข” ที่เข้ามารับไม้ต่อด้วยวิสัยทัศน์ ที่เน้นความ “ยืดหยุ่น” แต่ “เฉียบคม” รักษาความเร็วเครื่องยนต์ไม่ให้ตก แม้วันที่ทัศนวิสัยบนท้องถนนธุรกิจจะไม่เป็นใจก็ตาม
หัวใจสำคัญของแผนธุรกิจปี 2569 คือการ “สลับเลน” จากเคยให้น้ำหนักบ้านแนวราบ กลับมาขยับเพิ่มพอร์ตคอนโดมิเนียมให้โดดเด่นอีกครั้ง โดยตั้งเป้าเปิดตัว 16 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท เจาะเซกเมนต์ Medium to Premium ราคาเฉลี่ย 4-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ธนาคารพร้อมสนับสนุนสินเชื่อ และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อจริง (Real Demand) ไม่ว่าจะเป็นแคมปัสคอนโดมีเนียม ใกล้มหาวิทยาลัย หรือคอนโดมิเนียมหรูในทำเล Rare Item อย่างนางลิ้นจี่ และเจริญนคร
ขณะที่ “ตลาดบ้านเดี่ยว” แสนสิริเลือกที่จะผ่อนคันเร่งลงอย่างระมัดระวัง โดยเน้นการขยายเฟสเดิมและเจาะตลาดเฉพาะทำเลที่มีศักยภาพสูง เช่น กรุงเทพกรีฑาและบรมราชชนนี เพื่อคุมระดับยอดโอนให้คงที่ ไม่ให้เกิดภาวะ Over Supply ในมือ
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าจับตาคือการยกชั้น “ภูเก็ต” ให้เป็น Strategic Location อันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ ด้วยการส่งโปรเจกต์ RHEA และ CANVAS ลงชิงเค้กในทำเลเชิงทะเล-บางเทา รับกระแสการเปลี่ยนผ่านจากนักท่องเที่ยวระยะสั้น สู่กลุ่ม Global Citizen ที่มองหา “บ้านหลังที่สอง” โดยเฉพาะลูกค้าจากรัสเซีย ยุโรปและจีน
ส่งผลให้ยอดขายในต่างจังหวัดของ SIRI พุ่งแตะระดับ 10,000 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 120% สะท้อนให้เห็นว่า “แบรนด์แสนสิริ” ยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติได้อย่างเหนียวแน่น
นอกเหนือจากการขายขาด SIRI มีการสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง ด้วยธุรกิจ “รับสร้างบ้าน” บนที่ดินลูกค้า โดยใช้จุดแข็งจากโรงงาน Precast ที่มีกำลังผลิตมหาศาลกว่า 4,500 หลังต่อปี มาสร้างความต่างเรื่อง “ความเร็ว” ที่ใช้เวลาเพียง 8 เดือนส่งมอบบ้านได้ กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนแต่เป็นการสร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) ระยะยาว โดยตั้งเป้าปั้นยอดขายจากส่วนนี้แตะ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2573
ในแง่การลงทุนหุ้น SIRI ยังรักษาตำแหน่ง “หุ้นปันผลขวัญใจนักลงทุน” ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ภาวะที่กำไรอาจมีความผันผวนตามปัจจัยลบภายนอก แต่นโยบายการจ่ายปันผลสม่ำเสมอปีละ 2 ครั้ง อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ที่สูงขึ้นสู่ระดับ 10-11% ทำให้นักวิเคราะห์จากหลายค่ายยังคงแนะนำให้ “ถือ” หรือ “สะสม” เพื่อรับ Yield ที่เหนือกว่าดอกเบี้ยเงินฝากหลายเท่าตัว
บทสรุปของ SIRI ยุค “อุทัย อุทัยแสงสุข” จึงไม่ใช่แค่การเร่งสปีดเพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาด แต่คือการ “ขับรถอย่างมีสติ” เลือกเส้นทางที่ใช่รักษาเครื่องยนต์ให้พร้อมและรอจังหวะที่หมอกมืดจางลง เพื่อกลับมาผงาดในยุคทองรอบใหม่อีกครั้งอย่างมั่นคง.!!