BBL ชี้โลกเข้าสู่ “Managed Rivalry” จีน-สหรัฐ ลดร้อนแรง ศึก AI-ชิป-พลังงานยังเดือด

BBL ประเมินเศรษฐกิจโลกหลังประชุมจีน-สหรัฐฯ ส่งสัญญาณผ่อนคลายความตึงเครียดระยะสั้น หนุนบรรยากาศลงทุนฟื้น แต่เตือนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ด้าน AI ชิปขั้นสูง และพลังงานยังเป็นแรงกดดันระยะยาว พร้อมชี้ไทยได้อานิสงส์ส่งออก-ย้ายฐานผลิต แต่ยังเสี่ยงราคาพลังงานและแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์


ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกหลังการประชุมจีน–สหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง โดยระบุว่า ตลาดการเงินโลกตอบรับผลการหารือในลักษณะ “Cautious Relief” มากกว่าภาวะ Risk-on เต็มรูปแบบ สะท้อนมุมมองของนักลงทุนที่เห็นว่าการพบกันครั้งนี้ช่วยลดโอกาสการเผชิญหน้าระหว่างสองมหาอำนาจในระยะสั้น และยังคงรักษาช่องทางการสื่อสารระหว่างกันไว้ได้ แม้ยังไม่สามารถเปลี่ยนภาพการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเริ่มผ่อนคลายลงในช่วงแรกของการประชุม โดยตลาดหุ้นเอเชียและสินทรัพย์เสี่ยงหลายประเภทปรับตัวดีขึ้น จากความคาดหวังว่าความตึงเครียดด้านการค้า เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์จะยังไม่ยกระดับในระยะใกล้ หลังทั้งสองฝ่ายส่งสัญญาณสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ และเปิดทางให้การหารือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนดำเนินต่อไป

อย่างไรก็ตาม BBL มองว่าตลาดยังคงระมัดระวังต่อความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยเฉพาะการแข่งขันในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น AI เซมิคอนดักเตอร์ ชิปขั้นสูง และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งยังถูกกำหนดโดยมาตรการควบคุมการส่งออก ข้อจำกัดด้าน Supply Chain และนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มลดสถานะในหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่ geopolitical risk premium ยังคงอยู่ในระบบการเงินโลก

ด้านราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด แม้แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจะชะลอลง หลังการประชุมไม่ได้ส่งสัญญาณเผชิญหน้ารุนแรงในทันที แต่ตลาดยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ขณะที่ราคาน้ำมันยังมีความเสี่ยงผันผวน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยกระดับหรือเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญเกิดการหยุดชะงัก

สำหรับเศรษฐกิจไทย BBL มองว่า การผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะช่วยประคองภาคส่งออกไทย และลดความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้ทางการค้าแบบกะทันหันในระยะสั้น ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการค้าโลกสูง รวมถึงไทย ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจจะสามารถวางแผนการลงทุน การจัดซื้อวัตถุดิบ และบริหาร Supply Chain ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังอาจได้รับประโยชน์จากกระแสการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน หรือ China+1 ในอุตสาหกรรม EV อิเล็กทรอนิกส์ Data Center และ Digital Infrastructure

อย่างไรก็ดี ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านพลังงานโลก หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หรือเกิดเหตุการณ์กระทบช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันและ LNG อาจกลับมาผันผวนรุนแรงอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ค่าไฟ และฐานะการคลังของภาครัฐ นอกจากนี้ การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ แร่หายาก และพลังงานสะอาด อาจทำให้ไทยต้องบริหารความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจอย่างระมัดระวังมากขึ้น

แม้เศรษฐกิจโลกหลังการประชุมจีน–สหรัฐฯ จะมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อยในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างยังไม่ได้คลี่คลาย ทั้งด้านพลังงาน เงินเฟ้อ เทคโนโลยี Supply Chain และภูมิรัฐศาสตร์ โดยโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “Managed Rivalry” มากกว่าการแยกตัวทางเศรษฐกิจแบบสมบูรณ์ หรือ Full Decoupling ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทย จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง ยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และรักษาความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรับมือกับโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

Back to top button